Smathorn's profileUn-MwitishPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
8/9/2007 Mwitish Sirirajian on “Ilha Formosa” Part 4ตอนที่ 4 แล้วแนะ ให้ไปอ่านแรกๆมาก่อน อ่านเฉพาะสรุปก้อได้ถ้ายาวเกินไป
ตอน อดีตหลอกหลอน 8 สิงหาคม 2550 วันนี้สันดานเดิมเริ่มออกคือตื่นสาย ไม่กินอาหารเช้า เข้าห้องบรรยายสายไปนิดนึง ผลมาจากการเล่นบริดจ์เมื่อวาน เช้านี้ถูกประเดิมด้วย Quantum Theory และ String Theory เป็นอะไรที่เพ้อได้ใจจริงๆ หัวข้อนี้บรรยายโดย Professor David Gross ที่เพิ่งได้รับรางวัลโนเบลในปี 2004 ได้ยินชื่อแล้วนึกถึง Gross anatomy จริงๆ ชื่อคล้ายๆกัน (ปีหน้าจะรอดมั้ยเนี่ย) เขาได้แนะนำทฤษฎีควอนตัมคร่าวๆ และบอกถึงจุดอ่อนของทฤษฎีควอนตัมที่ไม่สามารถผนวกแรงโน้มถ่วงได้ สำหรับทฤษฎีสตริงเขาได้แนะนำอย่างคร่าวๆ ซึ่งทฤษฎีต้องใช้ถึง 26 มิติ แน่นอนว่าไอ้สตริงหรือเชือกเส็งเคร็งเนี่ยไม่ใช่อนุภาคแน่นอน กรูเลยสงสัยว่าหลักความไม่แน่นอนของไฮเซนเบิร์กใช้ได้มั้ยในทฤษฎีสตริง ถ้าได้เราจะใช้ยังไงใน 26 มิติ และสมบัติของไอ้เชือกบ้าเนี่ยเป็นยังไง ถ้าเป็นคลื่น เวลาความถี่ต่างกันมาเจอกัน เราบ่งชี้ได้มั้ยว่าบีตคืออะไร เลยยกมือถามแต่โชคร้ายที่เขาให้ถามคำถามเดียวเลยเลือกถามคำถามแรก คำตอบคือ ไม่ได้ โดยเขาบอกว่ามันขัดกันในตัว เราเลยสงสัยต่อว่า แล้วในทฤษฎีสตริงเราบ่งตำแหน่งและโมเมนตัมได้อย่างถูกต้องในเวลาเดียวกันป่าว งงอ่า (ใครตอบได้บอกที) เนื่องจากไม่ได้กินอาหารเช้า ตอนพักเลยสวาปามมากเป็นพิเศษ ในช่วง Round Discussion เลยหลับไปอย่างสบายใจเฉิบ เพราะเราถามไปแล้วในช่วงแรก ช่วงนี้เขาไม่เรียกซ้ำ ไอ้ที่งงก้องงต่อไปละกัน แต่ช่วงท้ายๆมันมากเกือบเห็นนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลต่อยกัน คือเริ่มจาก Professor Masatoshi Koshiba บอกว่าศูนย์กลางการวิจัยของโลกควรย้ายมาที่เอเชียเพื่อเปิดโอกาสให้เด็กเอเชียมั่ง มีเด็กออสเตรเลียคนหนึ่งยกมือถาม Professor David Gross กะ Professor Douglas Osheroff ว่าในฐานะที่เป็นคนอมริกันคิดยังไงกับคำพูดของ Prof. Koshiba การเถียงกันได้ดำเนินไปอย่างเมามัน สุดท้านหมดเวลาก่อนเลยเสมอกัน เสร็จจาก Round Discussion ก็ไปกินอาหารเที่ยง อาหารเที่ยงมื้อนี้ถือว่าทรงเกรียติอย่างยิ่ง เพราะ กลุ่มเราได้นั่งกินข้าวร่วมโต๊ะกับนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปี 1996 Douglas Osheroff ศาสตราจารย์ฟิสิกส์ของ Stanford University นั่งกินข้าวข้างเขาก้อนะต้องสำรวมกริยา ทำสถุลไม่ได้ เครียดเลย ตอนแรกเขานึกว่าเรามาจากไต้หวัน แต่พอเราบอกว่ามาจากไทย เขาก้อบอกว่าเราสำเนียงเหมือนคนสิงคโปร์ เห้อ...แสดงว่ากูพูดอังกฤษไม่ค่อยรู้เรื่องใช่มะเนี่ย แสด! ไปมาๆเขาก้อโม้ต่อว่าเขาเคยเจอทูลกระหม่อมฯ ที่ภูเก็ตช่วงเกิดซึนามิ แล้วก็บอกว่าพระองค์ทรงปรีชาสมารถมากๆ ในทางคณิตศาสตร์ สมัยที่พระองค์ทรงศึกษา ณ Cornell University เขายอมรับในพระปรีชาสามาถของพระองค์จริงๆ คืออีตานี่ก้อจบPh.D.ที่ Cornell University เหมือนกัน จากนั้นพี่แกก้อถามว่าใครเรียนอะไรกันบ้าง พอเราบอกว่าเรียนแพทย์อยู่ เขาแนะนำว่าแพทย์ควรเรียน Physics based on Calculus จะมีประโยชน์มากในอนาคต ในอมเริกาแพทย์เรียน Physics without Calculus ซึ่งเขาคิดว่าไม่แน่นพอจะทำวิจัยได้ สำหรับคนอื่นๆเขาก้อเชียร์ให้เรียนฟิสิกส์มากๆ อย่างจัสตินที่บอกเขาว่ากำลังจะไปต่อที่ Stanford University เขาก้อไม่รอให้จัสตินพูดต่อ เขาแทรกเลยว่ามาเรียนในสาขาฟิสิกส์สิ ฟิสิกส์เป็นพื้นฐานที่ดีของทุกอย่าง (ฟังเขาพูดแล้วนึกถึงอ.วุทธิพันธุ์จริงๆ มาแนวเดียวกันเลย) พอจัสตินบอกเขาว่าจะเรียนจิตวิทยา พี่แกก้อยังต่อว่า คนส่วนมากคิดว่าจิตวิทยาเป็นสังคมศาสตร์ แต่เขาคิดว่าเป็นวิทยาศาสตร์และความรู้ทางฟิสิกส์เป็นประโยชน์มากๆ เพราะระบบประสาทของมนุษย์เต็มไปด้วยหลักการทางฟิสิกส์ เห้อ... เอาเช้าไป นอกจากนี้เขาโฆษณา Feynman’s Lecture On Physics ด้วย เขาบอกเป็นหนังสือที่ดีมาก ควรมีไว้ ถึงตอนนี้เขาก้อยังใช้อยู่ เห้อ........ นึกถึงตอนเข้าค่ายจริงๆ ที่เคยสัญญากับตัวเองว่าเป็นผู้แทนเมื่อไรจะซื้อมาไว้เลย แต่ดันตกรอบซะก่อน แย่อะ! คุยไปคุยมาเลยรู้ว่าคนเนี้ยคือ ทายาทของ Richard P. Feynman อารมณ์แบบเป็นศิษย์เอกประมาณนั้น สมัยเขาเรียนปริญญาตรีที่ Caltech เขาได้เรียนกะ Feynman ด้วย พอถึงตอนทำงานเขาก้อยังติดต่อกับ Feynman เรื่อยๆ ไปมาหาสู่กันประจำ แบบพาครอบครัวไปหาเลย ศิษย์รักมั้ยละ อ่อ Douglas Osheroff เนี่ยมีภรรยาเป็นคนไต้หวัน เขาเล่าสมัยจีบกันให้ฟังโดยละเอียดมากๆ คือ เขาบอกเขาเป็นคนแรกที่พาภรรยาเขาออกเดท และภรรยาเขากินเหล้าครั้งแรกที่อเมริกาแล้วก้อเมาทำอะไรหลายๆอย่าง รวมถึงพยายามยัดเยียดให้เขาเรียนภาษาจีนอีกต่างหาก เหอๆๆ อ่อ...เขาเล่าต่อด้วยว่าครอบครัวของเขาเป็นหมอทั้งตระกูลไม่ว่าจะเป็น พ่อ หรือพี่ชาย เขาบอกเขาเป็นแกะดำ ที่เขาชอบฟิสิกส์เพราะตอน 6 ขวบไปเล่นขดลวดโซลีนอยด์แล้วโดนช็อตเลยสงสัย และเป็นจุดเริ่มต้นของการชอบฟิสิกส์ของเขา (แปลกมะ) พอเรียนฟิสิกส์ในม.ปลาย เขาไม่ค่อยชอบเพราะสอยแต่กลศาสตร์ เขาบอกเขาชอบไฟฟ้ามากๆ และแนะนำให้ทุกคนเข้าร่วมโครงการฟิสิกส์โอลิมปิกอีกต่างหาก แสดเ! เพิ่งตกรอบมาโว้ย แม่งพูดแต่ละอย่างโดนกูจังเลย สุดท้ายแกก้อพูเรื่อง Nuclear Gyroscope ให้ฟังเป็นไอเดียนิดนึง จากนั้นก้อถ่ายรูปกะกลุ่มพวกเราแล้วก้อไป สงสัยรูปนี้ต้องอัดกรอบบูชา ตอนบ่ายไปเที่ยวตันสุ่ยทางตอนเหนือของไทเป จะบอกว่าทิวทัศน์สวยมากๆ สวยSevere เลยแหละ ก้อได้กินไอติมทอด กะเต้าหู้ห่อวุ้นเส้น ที่พวกเด็กไต้หวันบอกว่าเป็นอาหารประจำของไต้หวันเลย นี่ๆวันนี้ได้ใช้ภาษาจีนที่เรียนจาก อาจารย์ไห่ หยาง มาอย่างงูๆปลาๆตอนม.5 ซื้อของเองได้ด้วย วันนี้ได้ของฝากแค่สามชิ้นเองอ่า ยังไม่มีเวลาหาซื้อเพิ่มเลย กลับไปจะมีของฝากมั้ยเนี่ย คือครั้งนี้แบบมาวิชาการจริงๆ แดกเสร็จก้อไปปราสาทหนึ่งที่คนไต้หวันเรียกว่า ปราสาทไอ้หัวแดง เพราะคนสร้างคือชาวดัตซ์ที่มายึดเกาะนี้ในอดีต ภายในก้อตกแต่งสไตบ์ตะวันตก แต่มองออกมาข้างนอกวิวสวยเว่อร์ วิวโรแมนติกมากๆอยากบอก ใครมีแฟนพามาเที่ยวแถวๆตันสุ่ยด้วยนะ เลือกไปนั่งริมทะเลเนี่ยสุดยอดโรแมนติก ข้อเสียอย่างเดียวคือ อากาศร้อน เทียบเท่าศาลายาเลย ก่อนกลับแวะกินน้ำแข็งไสเวอร์ชั่น ไต้หวัน จะบอกว่าจานใหญ่แสด และแวะวัดให้เด็กอิสราเอลถ่ายรูป คือ แอนนา เขาอยากเที่ยววัด แต่พวกเด็กไต้หวันไม่อยากไปเลยพาไปตันสุ่ยแทน (จริงๆแล้วตูอยากไปซีเหมินติงเพื่อชอปปิ้งแต่เกรงใจแอนนา เพราะท่าทางแกไม่อยากชอปปิ้งเท่าไร อย่างเที่ยวเชิงวัฒนธรรมมากกว่า เลยบอกพวกเด็กไต้หวันว่าไปไหนก้อได้ เมิงพากูไปละกัน) ที่วัดนี้มีเจ้าแม่กวนอิมกะเทพเจ้ากวนอูด้วย บรรยากาศคล้ายๆวัดจีนในไทยเลย วันนี้ตอนยกมือไหว้พระ จัสตินถามว่าเรานับถือพุทธเหรอ เราบอกใช่ แล้วก้อถามกลับว่าเขานับถืออะไร เขาบอกเขาไม่นับถือศาสนาอะไรทั้งนั้น เป็นที่ไทยจะประหลาดมากๆ ถ้าไม่นับถือศาสนา แต่เขาบอกว่าในไต้หวันเป็นเรื่องธรรมดา กลับมาถึงที่ค่ายก้อเย็นไป Evening Talk ต่อเลยโดยอดกินข้าวเย็น วันนี้เข้าเรื่อง Genetic ซึ่งได้มาโดยการจับฉลาก จริงๆอยากเข้า Physiology Medicine อ่า เข้านี่ก้อได้ความรู้อะ แต่อย่างว่านะ เหนื่อยจากการเที่ยวตันสุยมา หลับๆตื่นๆระหว่างบรรยาย เลยแบบซุยๆตามไปเรื่อยๆ เรื่องที่บรรยายคือ Repeat, repeat, repeat ------------- Why are there so many junk sequence in the human genome โดย Prof. H Sunny Sun ไอ้Sequence ตรงเนี้ย ถ้าเกิดมิวเทชันก้อส่งผลให้เราซวยได้เหมือนกัน เพราะการทำงานต่างๆเกิดการผิดปกติ เช่น Digeorge Syndrome ซึ่งพบในเด็กแรกเกิด โดยเป็นเพราะ Deletion of chromosome 22q11.2 ส่งผลให้ต่อมไทมัสและพาราไทรอยด์ไม่เจริญ ในช่วงนี้คำถามของเราก้อคือ ถ้าการมิวเทชันเกิดที่ DNA ของไมโทคอนเดรียจะเกิดไรขึ้นมั่งและอาการของผู้ป่วยเป็นไง Prof.เขาตอบว่า แรกๆไม่ส่งผลแต่พอมันเพิ่มปริมาณจนถึง Critical Mass แล้วซวยแน่ แต่เขาตอบไม่ได้ว่าอาการของผู้ป่วยจะเป็นอย่างไร เสร็จเรียบร้อยก้อกลับห้องพักเขียนไดอารี่ ลงรูป เล่นไพ่ ป้อแตกและก้อนอน สรุป วันนี้เจอฟิสิกส์ไปครึ่งวันทั้งบรรยายทางฟิสิกส์และนั่งกินข้าวกะนักฟิสิกส์รางวัลโนเบลผู้ซึ่งกระตุ้นต่อมฟิสิกส์จัง ทำให้อดีตตามมาหลอกหลอนจริง ไซโคซะเกือบอยากกลับไปเรียนฟิสิกส์เลย และคีย์เวิร์ดโดนๆกูเนี่ยเยอะฉิบหาย แต่เอาเถอะปัจจุบันคือ นักศึกษาแพทย์และ อนาคตจะเป็นแพทย์ ไม่เปลี่ยนใจแล้ว โว้ย (ถ้าได้เจอหมอนี่ไซโคช่วงตัดสินใจว่าจะเอาทุนมั้ย มีหวังได้เอาทุนไปแล้วแน่ๆ ฟันธง!) แต่อีกครึ่งวันได้ไปเที่ยวตันสุ่ย ไปกินบรรยากาศสวยๆมาซะอิ่ม แต่เดินเยอะมากเหนื่อยชะมัด 8/8/2007 Mwitish Sirirajian on “Ilha Formosa” Part 3 แนะนำให้ไปอ่านแรกๆก่อน และอ่านผ่านๆนะ มันยาวมาก
ตอน Be the truth in your field 7 สิงหาคม 2550 วันนี้ตื่นเช้ามาซุยๆ เนื่องจากผลพวงที่เมื่อวานโดนพวกโปรเฟสเซอร์ ปล่อยท่าUltimate ใส่ไปสิบกว่าชั่วโมง ลุกขึ้นจากเตียง อาบน้ำ แปรงฟัน และลงไปทานอาหารเช้าอย่างไร้วิญญาณ อาหารเช้าก้อเหมือนมะวานเด๊ะ แดกซ์เสร็จก้อเข้าหอประชุม เตรียมรัยท่า Ultimate ต่อ วันนี้คนบรรยายคือ Professor Chi-Huey Wong ในเรื่อง Post-Translational Glycosylation: Challenge and Opportunities คือ ก่อนบรรยายจะเริ่มอะ กูนั่งหลับรอ ปรากฏว่ากูหลับเลยไปประมาณครึ่งชั่วโมงได้ ตื่นมาก้อเลยงงเลย กว่าจะต่อติดก้อใช้สมองไปเยอะอยู่ปวดหัวจะแย่ แต่จะบอกว่าขานี้เขาเจ๋งจริงบรรยายแล้วนึกถึงอาจารย์ชีวะที่ไทยเลย บรรยายแบบอัดๆๆๆๆๆ แล้วก้อพอดีเวลาไม่มีเวลาเหลือให้ถาม นึกถึงบรรยากาศการเรียนชีวะที่ไทยจัง ข้อสงสัยก้อเต็มหัวไปหมด จะบ้าๆๆๆๆๆ จบการบรรยายก้อพักแดก กูก้อแดกๆๆๆๆๆๆๆ แดกเสร็จก้อเป็น Round Table Discussion ในหัวข้อ The prospective Future of Life Science Research โปรเฟสเซอร์ในช่วงนี้ได้ให้ข้อเสนอแนะต่างๆกันไป Professor Shu Chien ผู้ที่จบแพทย์แล้วไปเรียนต่อ Ph.D. ทาง Physiology ได้ให้ข้อคิดในเรื่อง พัฒนาเทคนิคการป้องกันการเกิดโรค เพราะ แน่นอนว่า “กันดีกว่าแก้” ทั้งนี้องค์ความรู้ใหม่ๆจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ เราไม่ปิดกั้นตัวเองจากความรู้เดิมๆ สำหรับ Professor Lily Yeh Jan และ Professor Yuh Nung Jan ผู้ที่จบฟิสิกส์แต่สุดท้ายทำงานวิจัยทางชีววิทยาเขาบอกว่าเป็นการดีมากๆหากเราทำการวิจัยทางชีววิทยา โดยมีพื้นฐานทางความรู้ฟิสิกส์ที่ดี แต่มีคำตอบนึงของ Professor Wong โดนมากๆ คือมีเด็กสิงคโปร์ถามว่า เขานำเสนองานวิจัยของเขาละเอียดเกินไปคนที่ไม่ได้ศึกษามาทางด้านนี้จะรู้เรื่องได้ไง พี่แกตอบว่า การที่คนฟังไม่รู้เรื่องแสดงว่าเขาทำสำเร็จ ต่างคน ต่างความถนัด ต่างมุมมอง ย่อมเข้าใจอะไรไม่ค่อยตรงกัน จากนั้น Professor Shu Chien ก้อเสริมว่าให้ฟังเหมือนฟังดนตรีที่ฟังไม่เข้าใจ แต่งมีความสุข ซะงั้นอะ อย่างนี้เวลากรูเรียนใน L ไม่รู้เรื่องจะเอาไปใช้มั่งนะ ในช่วงนี้กูได้ถามด้วย คำถามคือ การอธิบายกลไกทางชีววิทยาด้วยแบบจำลองคณิตศาสตร์มีประโยชน์ต่อการประยุกต์มากน้อยแค่ไหน อย่างไร พวก Professor ทั้งหลายก้อตอบกันทุกคน สรุปเป็นความเห็นเดียวกันว่า เป็นประโยชน์มาก เพราะคณิตศาสตร์เป็นภาษาของวิทยาศาสตร์ ดังนั้นการวิจัยเพื่อหาแบบจำลองทางคณิตศาสตร์จึงเป็นเรื่องที่นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ควรให้ความสนใจ เพราะในปัจจุบันเราไม่สามารถอธิบายกลไกต่างๆทางชีววิทยาในเชิงปริมาณได้เลย (เห็นมั้ยโครงงานกรูมีประโยชน์นะ) คือจริงๆแล้วเราอยากจะถามอีกคำถามมากกว่าแต่มันเป็นคำถามทางวิชาการมาก ซึ่งบรรยากาศตอนนั้นมันไม่น่าถาม เพราะโดนนักเรียนจากประเทศอื่นดึงออกจากความวิชาการไปแล้ว เช่น มีเจ๊คนนึงถามว่า “ท่านบริหารเวลาอย่างไงคะ ให้ลงตัวระหว่างงานวิจัยกับครอบครัว” อะไรประมาณนี้ (คือคำถามนี้กูรับไม่ได้จิงๆ ถามเพื่อ?) คำตอบก้อง่ายๆ วิจัยไปสิ ลูกร้องก้อไปดู แบ่งเวลาดีๆ คนอื่นเขาดูแลลูกกันได้ นักวิจัยไม่ได้วิจัย 24 ชั่วโมงซะหน่อย คำถามที่กรูสงสัยเนี่ยมันเกี่ยวกะบรรยายเรื่อง Glycosylation คือ ตอนนี้เขาใช้หลักการนี้ สร้างวัคซีนป้องกันโรคที่เกิดจากไวรัส โดยการหา Glycosylate form ของไวรัส แล้วสังเคราะห์สารไปจัดการบลอก Receptor บนเซลล์มนุษย์ที่ เซลล์ไวรัสเข้าได้ เราเลยอยากรู้ว่าแล้วโรคที่เกิดจากไพออน มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนที่เราจะใช้หลักการเดียวกันกล่าวคือ พิจารณา Glycosylate form ของมันแล้ว บลอก Receptor (ใครรู้ตอบหน่อยนะ) อาหารเที่ยงก็มาแนวเดิมๆ พออิ่มหนำสำราญแล้วก้อไปฟังบรรยายต่อ ทีนี้เข้าบรรยายในเรื่องที่ชอบเลย คือ งานวิจัยของ Prof. Shu Chien ที่ทำเกี่ยวกะเรื่องหลอดเลือดและหัวใจเช่นกัน เขาบูรณาการความรู้ทางฟิสิกส์ เคมีและการแพทย์เข้าด้วยกันอย่างลงตัว เห็นงานวิจัยของเขาแล้ว โครงงานตูนี้เป็นขี้เล็บไปเลย เขาวิเคราะห์ได้อย่างละเอียดมาก มองในหลายมุมและลงประเด็นไดลึกและมีเหตุผลในทุกแง่มุม ทีมงานวิจัยของเขาอยู่ที่ UCSD (University of California at San Diego) เขามองลงไปถึงกระทั่งผลของการไหลที่ทำให้รูปร่างเซลล์เม็ดเลือดแดงเปลี่ยน (ส่งผลแน่นอนต่อเงื่อนไขที่ Cell Flux และ อัตราการไหลคงตัว) ผลกระทบต่อ Endothelium ผลกระทบต่อ Cytoskeleton รวมถึง Cell cycle เขาบอกว่าการไหลแบบลามินาร์ทำให้ Cell cycle สั้นลง แต่ Oscillatory Flow ทำให้ Cell cycle ยาวขึ้น คือประเด็นสุดท้ายเนี่ยเรามองไม่ออกจริงๆว่าทำไม (ใครรู้ตอบหน่อย คือพยายามยกมือถามแล้วแต่ไม่เรียกกรูซะที) น่าละอายนักทำโครงงานมาสองปีมองไม่ออกถึงปัจจัยอะไรพวกนี้เลย เห้อ.... สำหรับ Student to Master Dialogue วันนี้ข้าพเจ้าอัดอั้นยิ่งนัก คือยกมือตลอด แต่ไม่เรียกกรูเลย ยิ่งรอนานคำถามก้อยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ เรื่อยๆ คือแบบเข้าใน Field ของตัวเองอ่า เลยแบบสงสัยเยอะ ข้อสงสัยเช่น Cell Flux ที่เขากล่าวถึงเนี่ยนิยามอย่างไร ในเมื่อจำนวนเม็ดเลือก เป็นปริมาณที่ไม่ต่อเนื่อง (Quantized) นอกจากนี้เม็ดเลือดแต่ละอันก็ไม่เหมือนกัน ไม่ต้องมองไกลแค่ขนาดของ Erythrocyte กะ Macrophage ก้อสาหัสแล้ว แล้วความเป็นไปได้ในการใช้ Cell Flux ให้เป็นประโยชน์ในการตรวจโรค คือแบบเมื่อมีสิ่งแปลปลอมเข้าไปในระบบ Cell Flux เปลี่ยนแน่ เราจะประยุกต์ตรงนี้ยังไง นอกจากนี้ก้ออยากรู้ว่า การไหลของเลือดส่งผลต่อ Cellular Transport มากน้อยแค่ไหน อย่างไรและมีงานวิจัยในจุดนี้หรือยัง ยิ่งข้อสงสัยมากก้อยิ่งหงุดหงิด เมื่อเจอคำถามแบบที่ คนถามลืมคิดก่อนถาม เช่น จะสร้างความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างไร แล้วอีตาโปรเฟสเซอร์ก็เล่นตอบไปครึ่งชั่วโมงกว่า กรูจะบ้า ถ้ามาถามกรูนะจะตอบให้ว่า ไปแบมือของปะป้าเมิงจิ สรุปแล้วข้อสงสัยทั้งหลายก้อยังหาคำตอบไม่ได้ เห้อ..... Evening Talk วันนี้ก้อถูกไล่ไปฟังเรื่อง Nanotechnology ละ เนื่องจากหัวข้อที่อยากฟังมันเต็ม (อยากฟังเรื่อง Bioinformatics in Medical Filed อะ) ก้อนะไปฟังนาโนก้อ ทิงปู้ต่ง ไม่ใช่ทางของตูจิงๆเรื่องนี้ ซึ้งเลยถึงคำว่า “Be the Truth in your field” แม่งพ่นไรออกมากรูก้องงตึ้บ งงชนิดที่ว่าไม่รู้จะถามอะไรเลย แต่จะว่าไปนาโนเทคโนโลยีก้อมีประโยชน์มากอยู่ มีคนคิดวิธีการเปลี่ยนพลังงานเคมีในเซลล์ (ATP) มาใช้เป็นพลังงานจลน์ เขาเรียกว่า Biomolecular Motor เจ๋งจริงๆนายแน่มาก คิดได้ไงฟระ สำหรับช่วงนี้เราได้ลองถามอาจารย์ถึงความเป็นไปได้ในการประยุกต์นาโนเทคโลยีกับการแพทย์ เช่น การทำอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่แทนเม็ดเลือดแดงได้ (Artificial Erythrocyte) เพื่อช่วยรักษาโรค Anemia ทั้งหลาย เขาบอกว่าตอนนี้มีหลายคนกำลังทำแต่ยังไม่มีใครทำสำเร็จ เพราะกลไกร่างกายมันซับซ้อนมาก แล้วตบท้ายว่านักเรียนก็ไปลองทำดูสิ เผื่อได้รางวัลโนเบล เหอๆๆ ปัดโธ่พวกท่านทำไม่ได้แล้วป๋มจะทำได้มั้ย คือนะ เม็ดเลือดขาวจะมองไอ้อุปกรณ์เส็งเคร็งพวกนี้เป็นสิ่งแปลปลอมต้องกำจัด เราว่าจุดนี้เป็นทางตันสำคัญของการวิจัยในหัวข้อนี้เลยทีเดียว กลางคืนก้อนั่งเล่นเอ็ม เล่นไพ่ โฟ่แตก มีเด็กสิงคโปร์คนนึงเห็นหน้าแมร่งเป็นครั้งที่สองละ พอได้คุยกันเลยรู้ว่าปีที่แล้วเขาก้อไปเกาหลีมาเหมือนกัน ได้ข่าวว่าได้ฟังโครงงานกันมาก่อนด้วย รายนี้เป็นผู้หญิงแต่บ้าฟิสิกส์มากขนาดชื่อเอ็มยังเอาคำกล่าวของ Feynman มาใช้เลย severe นะเนี่ย สำหรับเล่นไพ่ก็เล่นบริดจ์ทีมเดียวกะ Ying คนนำกลุ่มที่เรียน MIT อะ เหรียญทอง IPhO นะรายนี้ อีกทีมก้อเป็นฟิสิกส์โอรอบสุดท้ายของไต้หวันกะว่าที่นักเคมีที่บ้าฟิสิกส์ฉิบหาย แต่แบบนะกรูชนะรวดไป 6 เกมอะ พอเริ่มแพ้ก้อแพ้รวดไป 4 เกม กรูเลยเลิกเล่นก่อนที่แม่งจะตีเสมอแล้วก้อนอน! วันนี้ตอนกินอาหารเย็นนั่งคุยกะจัสตินได้รู้อะไรเพิ่มเติมมากมาย คือในไต้หวันเนี่ย โรงเรียนม.ปลายเทพๆส่วนมากเป็นหญิงล้วน ไม่ก็ชายล้วน ส่วนระดับประถมเนี่ยจะเป็นโรงเรียนที่มีทั้งหญิงและชาย ซึ่งต่างจากไทยโดยสิ้นเชิง ในไทยโรงเรียนชายล้วน หญิงล้วนจะดังๆตอนชั้นประถม แต่พอโตขึ้นโรงเรียนสห ก้อจะเป็นที่นิยมมากขึ้นขึ้นตามลำดับ อันนี้แล้วแต่ความเห็นส่วนบุคคลว่าชอบแบบไหนไม่ขอวิจารณ์ และได้ความรู้ทางภาษาเพิ่มนิดนึงคือ ภาษาจีนเนี่ยยากที่ตัวอักษร การทับศัพท์ก้อยาก คือแบบไม่ใช่อยากทับศัพท์อะไรก้อจะทำได้ง่ายๆ แต่ในเรื่องโครงสร้างประโยคง่าย ตรงข้ากะไทยที่การสร้างคำไม่ยากนัก(แม้ว่ากูจะท่อง ก-ฮ ไม่ถูก กูยังทำได้) แต่โครงสร้างประโยคของไทยเนี่ยงงงวยอย่าบอกใคร สรุปวันนี้กรูมีแต่ข้อสงสัยเต็มหัว และได้ซึ้งถึงคำว่า Be the Truth in your Field จริงๆ แล้วก้อได้รู้ว่าโรงเรียนสห ของไต้หวันไม่ค่อยเป็นที่นิยมในระดับม.ปลาย และโครงงานที่เคยทำตอนนี้เป็นแค่ขี้เล็บต้องการการพัฒนาอย่างเร่งด่วนสุดๆ 8/7/2007 Mwitish Sirirajian on “Ilha Formosa” Part 2ใครยังไม่อ่าน Part 1 แนะให้กลับไปอ่านก่อน
ตอน ยิ่งกว่าค่ายโอลิมปิกและโอลิมปิก 6 สิงหาคม 2550 ดูจากชื่อตอนแล้วคงไม่ต้องเดาเลยว่าค่ายนี้เป็นยังไง แค่วันแรกก้อ Severe แล้ว เริ่มจากการตื่นนอนที่ต้องเช้าขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากเวลาที่นี่เร็วกว่าไทยหนึ่งชั่วโมง ตื่นมาก้ออาบน้ำ แต่งตัว ลงไปกินอาหารเช้าที่เขาจัดไว้ให้ เนื่องจากอาหารอร่อย เราก้อเลยกินซะ ปกติเราไม่ค่อยได้กินอาหารเช้า เพราะเอาเวลาไปนอนซะ ปกติตื่นมาก้อวิ่งเข้า L เลย แต่ในกรณีนี้มันอร่อยขอยกเว้น เสร็จจากอาหารเช้า ก้อพิธีเปิด คนกล่าวเปิดจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากหนุ่มป๊อปแห่งไต้หวัน หยวน ที ลี จากนั้นก้อต่อด้วยการบรรยายเลย ประเดิมด้วยหัวข้อ Power of the Sun เรื่องราวเกี่ยวกับการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ จากอดีตถึงปัจจุบัน และการพัฒนาต่อไปในอนาคต งานนี้เขาเปิดเป็นสารคดีให้ดูเลย อารมณ์คล้ายๆ Discovery แต่ก่อนเปิด Walter Kohn นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล ได้บรรยายคร่าวๆ หลังการบรรยายจบเขาเปิดโอกาสให้ซักถาม การแก่งแย่งไมโครโฟนเป็นไปอย่างดุเดือด ต่างคนต่างแย่งกันถาม อยากจะรู้จัง ถ้าไม่มีรางวัลคำถามเนี่ยแกจะถามกันมั้ย เหอๆกูละแย่งไมค์ไม่ได้เลย ไม่อยากจะบอกว่าแย่งไมค์เนี่ยอยากกว่าที่คาราโอเกะอีก จากนั้นเขาปล่อยไปทานอาหารว่างสุดหรู ครึ่งชั่วโมง จะบอกว่าอาหารว่างมีให้เลือกเยอะมาก 3 โต๊ะยาวต่อกัน ยิ่งเห็นยิ่งคิดไม่ออกเลยว่าปีที่ไทยเป็นเจ้าภาพจะจัดได้อย่างนี้หรือป่าว ได้ข่าวว่าก่อนไทยจะจัดมี ญี่ปุ่น จีน และเกาหลีจัดก่อนอะ เหอๆ หมดเวลาอาหารว่างก้อได้เวลา Round Table Discussion พวกรางวัลโนเบลทั้งหลายไปนั่งบนเวทีให้เด็กถาม เหมือนเดิม ไมค์เนี่ยแย่งยากฉิบอดถามอีกตามเคย อัดอั้นละนะคำถามล้นกระบาลแล้ว อีกไม่นานกูจะ Cerebral Explosion แล้ว ครึ่งวันก้อผ่านไปอย่างมีสาระแสดๆ อาหารเที่ยงเขาจัดให้เด็กๆได้นั่งกินข้าวกะพวกนักวิทยาศาสตร์ กลุ่มเรานั่งกะ Professor Frank H Shu อาจารย์ UCSD ในภาคฟิสิกส์ เขาอยู่อเมริกาตั้งแต่ 6 ขวบ ก้อไม่เก่งเท่าไรนะ จบแค่ MIT งานวิจัยก้อไม่เท่าไรแต่ได้เป็นสมาชิกของ National Academy of Science of USA เห้อ.... อาหารบนโต๊ะก้อกับข้าวเยอะมาก แต่รสชาติไม่ต่างจากที่กินกะอากงที่บ้านเลย กินไปก้อคุยกะท่าน Professor ไป เขาแนะนำให้ทุกคนไปเรียนเมืองนอกเพื่อประสบการณ์ใหม่ๆ แต่เราบอกเขาว่าการที่เราเรียนแพทย์ควรเรียนในไทยก่อน เพราะยังไงซะเราก้อต้องกลับมารักษาคนไทย เราจะได้เรียนรู้โรคในแถบนี้ไว้มากๆ แล้วตบท้ายว่าจบปีหก จะไปต่อต่างประเทศเพื่อทำงานวิจัย เย้เย คือท่านโปรเนี่ยพูดเหมือน ผอ. ที่มหิดลวิทย์มากๆ ไอ้พวกการสร้างองค์ความรู้เนี่ย หลังอาหารเที่ยงเราก้อไปฟัง Parallel Session เราไปเข้าฟังชีวะอะ 555 เบื่อฟิสิกส์ละ คนบรรยายชีวะเนี่ยคือ Professor Yuh Nung Janเขาจบฟิสิกส์ในระดับปริญญาตรี ในไต้หวัน แล้วไปเรียนต่อ Biophysics ที่ Caltech เรื่องที่เขาบรรยายเกี่ยวกับNeuroscience ที่ต้องบูรณาการฟิสิกส์และชีวะเข้าด้วยกัน แต่วันนี้หนักชีวะไปหน่อยนะ ในParallel Session คนน้อยลงเราเลยมีโอกาสได้ถามมั่ง ที่ถามเนี่ยเพราะไม่เข้าใจที่เขาบรรยาย เขาพูดเกี่ยวกับการศึกษาลักษณะของเซลล์ในระบบประสาทโดยลงลึกไปถึงระดับยีน เขาศึกษาจากแมลงหวี่แล้วนำมาเทียบกับมนุษย์ ทั้งนี้ที่ทำได้เพราะ Hox Gene มีการเปลี่ยนแปลงน้อยมากในการวิวัฒนาการ(เขาบอกว่างี้นะ) โดยสัณฐานของเซลล์เนี่ยจะขึ้นกับหน้าที่และ เซลล์พวกเนี้ยฉลาดมันจดจำกันได้และในการฟอร์มระบบประสาทมันมี Self-Avoidance Ability ซึ่งใช่โปรตีนตัวหนึ่วชื่อ DScam ถ้าเป็นโครงสร้างเดียวกันจะจดจำกันได้ ในคนที่เป็นดาวน์ซินโดรม Dscam จะต่างกันเซลล์จะจดจำกันไม่ได้ เราสงสัยที่ว่าคนที่เป็นดาวน์ซินโดรมเนี่ยเกิดจากโครโมโซมคู่ที่ 21 เกินมาแท่ง (Trisomy) ไอ้โครโมโซมที่เกินมาเนี่ยมันไปทำอะไร มันสร้างสารอื่นมายับยั้ง DScam ป่าว แต่ Prof เขาบอกว่ายังไม่มีการศึกษาในจุดนี้ เขาคาดว่าความผิดปกติของยีนตรงนี้ส่งผลให้การสังเคราะห์โปรตีนมีปัญหา และในกรณีที่ DScamเสียสภาพระหว่างการสร้าง Dendrite Field จะเกิดอะไรขึ้น Prof ตอบว่ายังไม่การศึกษาในด้านนี้ อยากรู้ต้องวิจัย หมดเวลาเขาก้อปล่อยไปแดกอาหารว่างอีกรอบขนมก้อเยอะเหมือนเดิม ในช่วงอาหารว่างเนี่ยพวกเด็กๆโดยเฉพาะไต้หวันไปรุมถามอาจารย์บรรยายเหมือนค่ายโอฯเลยหวะ (โอฯชีวะนะ น้องปิงบอก) แดกเสร็จก้อต้อนเข้าห้องในช่วง Student To master dialogue คือให้ถามต่อ เราก้อถามเพิ่มเกี่ยวกะ Dscam เนี่ยแหละ คือเรื่องของเรื่องกูงงเรื่องนี้ คำถามคือ Dscam พบในสัตว์ชั้นต่ำมากๆ เช่น ไฮดรา หรือป่าว Prof เขาบอกไม่แน่ใจอาจจะมี แต่ในจำพวก Arthropods ขึ้นมามีแน่นอน และคำถามสุดท้ายของเราคือเกี่ยวกะ Resolution ของเทคนิค X-Ray Crystallography ถ้าสิ่งที่เราศึกษาเล็กกว่านี้จะทำยังไง เขาตอบว่าไม่มีทางอื่นนอกจากใช้ Synchrotron เราเลยนึกขึ้นได้ว่าปีที่แล้วตอนไปเกาหลีก้อไปดูเรื่องพวกนี้มา ที่Pohang University ในเกาหลีเขาใช้ Synchrotron ศึกษาโครงสร้างสารอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ไอ้เครื่องบ้าเนี่ยที่ไทยก้อมีนะที่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ที่โคราช แต่ต่างกันที่ของเรามีไว้ให้คนมาดูงานเฉยๆ กล่าวอย่างเสียดสีคือ มีไว้ประดับบารมี!! นอกจากคำถามพวกนี้แล้ว Prof ก้อแนะนำวิธีการเรียนของเขา เขาบอกว่าการศึกษาชีววิทยาในปัจจุบัน ถ้ามีภูมิหลังทางฟิสิกส์ที่ดีจะได้เปรียบ ในช่วงนี้มีProf หลายๆคนนั่งอยู่หน้าห้องคอยตอบคำถามและพูดบรรยาย มีคนนึงเขาจบแพทย์แล้วทำงานวิจัยปรากฏว่าติดๆขัดๆ เขาเลยเริ่มศึกษาฟิสิกส์และนำมาประยุกต์ใช้ ปรากฏว่างานวิจัยเขาเจ๋งขึ้นเป็นกอง จบจากช่วงนี้ก้อห้าโมงครึ่งแล้ว ถ้าเป็นค่ายโอฯตอนนี้ก้อนอนพักแล้ว แต่ที่นี่ยังไม่จบหลังอาหารเย็นมี Evening Talk ต่ออีก ในช่วงนี้ด้วยความที่เคยเป็นนักเรียนฟิสิกส์โอลิมปิก เราเลยเลือกที่จะไปร่วมในหัวข้อ Structure Biology เขาใช้เทคนิค NMR (Nuclear Magnetic Resonance) ในการศึกษาโครงสร้างของโปรตีน หลักการคือ Label กรดอะมิโนด้วย N-15 แล้วเอามันไปเข้าเครื่องหาความถี่เรโซแนนซ์ ซึ่งไอ้ความถี่เนี่ยเกิดจากโปรตอนในโมเลกุล จากนั้นเขาก้อพูดต่อถึงการประยุกต์ใช้ในทางการแพทย์เกี่ยวกับ FGF (Fibroblast Growth Factor) ที่ช่วยในการแบ่งเซลล์เพื่อทดแทนเซลล์ที่เสียหาย และควบคุมการ Differentiate ของเซลล์ สำหรับคนที่เป็นโรคเส้นเลือดตีบตัน (Stenosis) เทคนิคในปัจจุบันคือทำบอลลูน แต่ปัญหาคือ เจ้าบอลลูนเนี่ยไปทำ Mechanical Damage ให้กับ Smooth Muscle ในหลอดเลือดทำให้เกิดการแบ่งเซลล์มาทดแทนและเกิดการตีบตันอีกครั้ง (Restenosis) ซึ่งวิธีแก้คือให้ทานยาที่เป็นสาร Phosphosulfonated Pyrrole Suramine เข้าไป เพื่อยับยั้งการทำงานของ FGF เมื่อ Endothelium แบ่งตัวมาปกปิดชั้นของ Smooth muscle เสร็จ ก้อเลิกทานยาตัวนี้ได้ มหัศจรรย์จอร์จ! แต่กรูก้อมิวายสงสัยอะไรบ้าๆบอๆอีก คือ สงสัยเกี่ยวกะผลข้างเคียงของยาตัวนี้ อาจารย์เขาบอกว่าไม้ต้องห่วงเรื่องผลข้างเคียงเพราะยาตัวนี้จำเพาะกับ Receptor แถวๆหลอดเลือดโคโรนารี Receptor เป็น G-Protein แบบหนึ่ง (เพิ่งสอบมาโว้ย) อยากจะบอกว่าระหว่าง Evening Talk กรูนั่งข้างเหรียญทองโอลิมปิกชีวะ อย่างไม่รู้ตัว มารู้อีกทีตอนเสร็จจาก Evening Talk ตอนแนะนำตัว คือเด็กโอฯชีวะคนเนี้ยชื่อ Senna มาจาก Indonesia คนเนี้ยไม่ธรรมดา รู้จักทั้งไอ้อาร์ต พี่ต้น พี่โอเช่ บุ๊ค ฝน ปิงปอง บุญสมและแสตมป์ คือเจ๊แกเขาไปโอลิมปิกมาสองปีอะนะ เขาบอกเขานั่งเล่นไพ่กับเด็กไทยเลยรู้จักกัน เนื่องจาก Senna รู้จักพี่รหัสของข้าพเจ้าผู้ซึ่งได้เหรียญทองโอลิมปิกชีวะที่อาร์เจนตินา และได้ A ช้วนในปีหนึ่ง จึงแอบนินทาพี่รหัสของข้าพเจ้า ให้ข้าพเจ้าฟังนิดนึง 5555 อยากรู้มาถามเองนะพี่ ส่วนไอ้แรดเขาไม่มีอะไรจะนินทาแกหวะ เราเลยนินทาแทน 55555 เรื่องราวของเด็กโอลิมปิกยังไม่จบเท่านี้คือจะบอกว่า ไมเคิลแม่งก้อเป็นเด็กฟิสิกส์โอลิมปิกของไต้หวันรอบสุดท้ายเหมือนกรูเนี่ยแหละ แต่พอแม่งตกค่ายเลยมาเรียนหมอ (คงไม่ต้องบอกนะฟิสิกส์โอลิมปิกของไต้หวันเทพแค่ไหน ก้อแค่สลับกันเป็นที่หนึ่งโลกกับจีน) เขาบอกเป็นหมอมีทางเลือกมากกว่า มันก้อจริงนะกรูว่า จบหมอทำวิจัย Medical Physics ก้อไม่เลว ส่วนคนนำกลุ่มของเราก้อเคยได้เหรียญทองฟิสิกส์โอลิมปิกที่สเปน ตอนนี้เรียน MIT อยู่ เหอๆ เทพแม่งล้อมกูแล้วแสดๆ รัศมีรุนแรงจิงแต่ละคน กูละกลายเป็นควายในหมู่เทพเลย วันนี้ได้ข้อมูลเกี่ยวกะการศึกษาในไต้หวันมาเพิ่ม ระบบการคัดเข้ามหาวิทยาลัยก้อคล้ายกะไทย แต่เขาเลือกคณะได้ถึงร้อยอันดับ (กูงงเลย เลือกห่าไรกันวะ) ช่วงใกล้สอบเด็กเขาก้อเรียนกวดวิชานะ สำหรับแพทย์เขาสอบหกวิชาคือ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา คณิตศาสตร์ วรรณดีจีนและภาษาอังกฤษ ที่เนี่ยรัฐบาลไม่ได้หุ้ทนเด็กเรียนวิทยาศาสตร์เยอะเหมือนที่ไทย แต่ทำไมเขามีนักวิทยาศาสตร์เจ๋งๆเยอะแยะ ที่นี่โอลิมปิกเขาติวแค่สามอาทิตย์กับส่งชีทให้เด็กอ่านระหว่างปีแต่ทำไมเขาได้เหรียญทองกันมากมาย ไทยเราติวกันตั้งหลายเดือนถึงขนาดโดดโรงเรียนไปติว ทำไมสู้เขาไม่ได้ ก้อกยากจะบอกว่าระบบการจัดการการศึกษา หลักสูตรและมาตราฐานการศึกษาของเขาเจ๋งจริง ช่องว่างความรู้ของเด็กโอลิมปิกกับเด็กธรรมดาของเขาไม่กว้างมากนัก ในไทยเนี่ยเด็กโอฯจะถูกติวจนรู้มากกว่าเด็กธรรมดามากๆ แต่แล้วไง ประเทศเราจะเจริญด้วยเด็กโอฯ ไม่กี่คนเหรอ แล้วแน่ใจเหรอว่าเด็กโอฯ เนี่ยเก่งจริงในงานวิจัยจริงๆ ที่ไม่ได้วัดกันด้วยข้อสอบแค่ไม่กี่ข้อ ที่ไต้หวันเห็นได้ชัดในความใฝ่รู้ของเด็ก เขาไปรุมถามอาจารย์ทันทีหลังการบรรยายเมื่อมีข้อสงสัย เป็นที่ไทยหมดคาบก้อเก็บกระเป๋าโกยเลย (กรูก้อเป็น) เห็นแล้วกรูเนี่ยละอายเลย เสร็จจาก Evening Talk ก้อไปเดิน Night Market ละก้อกลับมาเขียนไดอารี่เนี่ยแหละ พรุ่งนี้ต้องบู๊ต่อตอนเช้า Plenary Session เป็นเรื่องเกี่ยวกับ Glycosylation ตอนบ่ายจะไปฟังอาจารย์ที่จบหมอในเรื่อง Role of Force Direction in Biological Behavior: Insights into Career Development and Way of Life คือเกี่ยวกะฟิสิกส์นะจะบอกให้ สาเหตุที่ไม่เข้า Session ที่เกี่ยวกะฟิสิกส์ตรงๆเลยเพราะ แมร่งจะพล่ามเรื่อง Quantum ซึ่งกรูเบื่อ เป็นนักศึกษาแพทย์เอาไรมากมายจะเรียนฟิสิกส์ก้อเอาที่มันไว้ใช้กะแพทย์ได้เยอะสิฟระ จะไปสอนทฤษฏีควอนตัมคนไข้หรือไง สรุปวันนี้กูวิชาการไปตั้งแต่แปดโมงเช้ายันสามทุ่มสิริเวลาได้สิบสามชั่วโมง ตัดพักออกรวมสองชั่วโมงก้อ เหลือสิบเอ็ด วันนี้วิชาการไปสิบเอ็ดชั่วโมงเหนื่อยโคตร ก่อนกลับกรูคง Cerebral Explosion ก่อนแน่ๆเลย แม้จะเป็นรายการที่เล็กกว่าโอลิมปิกแต่ขอบอกว่าถึกและเร้าใจกว่าโอลิมปิกมากๆ (ถึงไม่เคยไปแข่งก้อเดาได้อย่างมั่นใจ) ช่วงเวลาไร้สาระแทบหาไม่ได้เลย วันแรกก้อ severe ละ เนี่ยถึกยิ่งกว่าโอลิมปิกอีก แถมยังมาเจอเทพโอลิมปิกอีก เลยไม่แปลกที่วันนี้จะใช้ชื่อตอนว่า ยิ่งกว่าค่ายโอลิมปิกและโอลิมปิก Mwitish Sirirajian on “Ilha Formosa” Part1
คำแนะนำก่อนอ่าน: เนื่องจากเรื่องมันยาวมากให้อ่านผ่านๆ แล้วไปอ่านย่อหน้าสรุปเอา ย่อหน้่าสรุปจะเป็นตัวอักษรสีขาว ถ้าอยากอ่านละเอียดก้อตามใจ แต่กรูเชื่อว่าคงไม่มีใครอ่านรู้เรื่องทุกย่อหน้า _________________________________________________________________________________________________________________________ ตอน ไต้หวันไม่ใช่ไทยแลนด์ 5 สิงหาคม 2550 Ilha Formosa เป็นภาษาโปรตุเกสมีความหมายว่า Beautiful Island ในปัจุบันเกาะนี้เป็นที่ตั้งของประเทศสาธารณรัฐจีนหรือที่เรารู้จักกันในนามไต้หวัน ในคราวนี้ Mwitish ได้มาเยือนเพื่อร่วมงาน 2007 Asian Science Camp งานนนี้จัดขึ้นมาเพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนเอเชียได้พบปะกับนักวิทยาศาสตร์ชาวเอเชียระดับชั้นนำของโลกและแลกเปลี่ยนความรู้ ประชันความคิดกัน ในงานนนี้มีตัวแทนนักเรียนจาก 15 เขต ได้แก่ ไต้หวัน เกาหลีใต้ อินโดนีเชีย ฟิลิปปินส์ คาซัคสถาน อิสราเอล ญี่ปุ่น สาธารรัฐประชาชนจีน สิงคโปร์ มาเลเซีย อิสราเอล มองโกเลีย ฮ่องกง ออสเตรเลีย และไทย ทุกอย่างเริ่มในเวลาตีสองของวันที่ 5 สิงหาคม 2550ตื่นขึ้นมาอาบน้ำ แปรงฟัน แต่งตัว ใส่สูทเต็มยศแล้วเดินทางไปสนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินที่หรูเลิศที่สุดในประเทศไทย งานนี้ผู้แทนจากประเทศไทย ได้แก่ เราเอง นักศึกษาชั้นปีที่หนึ่ง คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล พี่เตยและพี่เต๋า นิสิตปีสอง คณะวิทยาศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย น้องโซ่ ม.6 โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ โรงเรียนวิทยาศาสตร์และการละครแห่งแรกและแห่งเดียวของราชอาณาจักรไทย น้องปิง ม.6 โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย น้องไบร์ท ม.6 โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษดิ์ น้องอาร์ต น้องนุ่น น้องมะขาม ม.6 โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน และอาจารย์ผู้คุมทีม อ.จันทร์เพ็ญ จากคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นอกจากนี้ อ.สุวรรณ จากลาดกระบังฯ จะตามมาในวันที่ 8 นี้ เพื่อประชุมการนำโครงการนี้ไปจัดในประเทศไทยในอนาคต พิธีส่งผู้แทนเล็กๆได้จัดขึ้นอย่างเรียบง่ายมีเพียงการถ่ายรูป ให้โอวาท และติดเข็มของสอวน. โดย อ.ศักดา และ อ.เย็นใจ จากนั้นทุกอย่างก็ดำเนินไปอ.จันทร์เพ็ญนำทีมเดินไปขึ้นเครื่อง แต่ไม่ทันได้ขึ้นเราก็ถูกเจ้าหน้าที่สงสัยซะละว่าพกอาวุธขึ้นเครื่องบิน โดยค้นกระเป๋าอีก สรุปคือ เจ้าหน้าที่คิดว่ากล้องแคนนอนคือ ปืน เห้อ..... เวลาเจ็ดโมงเช้า เครื่องบินเที่ยวบิน TG 634 ทยานสู่ฟ้ามุ่งหน้าไปสนามบินเจียงไคเช็ค ประเทศสาธาณรัฐจีน และจากนั้นจะบินต่อไปยังอินชอน ประเทศเกาหลีใต้ นึกถึงปีที่แล้วจริงๆ เก้าวันในปูซานช่างน่าประทับใจมากๆ แต่เอาเหอะครั้งนี้เราจะไปบู้ที่ไทเป เพราะฉะนั้นเราจะหยุดที่สนามบินเจียงไคเช็คเท่านั้น ไม่บินต่อไปอินชอน บนเครื่องแอร์โฮสเตสสายการบินที่ดีที่สุดในประเทศไทย ได้ดูแลพวกเราอย่างดีเกินไปหรือป่าว เป็นนิสัยของเราขึ้นเครื่องต้องขอไพ่ เราก้อเลยขอไพ่แอร์โอสเตสเขาไปหนึ่งสำรับ สักพักเขาเดินกลับมาบอกเราว่า “น้องคะ พี่ขอโทษ พี่มีไพ่ไม่ครบจำนวนคน” กูละงงเลยทีนี้หมายความว่าอะไรฟระ พอพี่เขายื่นไพ่มาก้อช็อคเลย เขายื่นไพ่กล้องใหญ่มาให้ข้างในมี 5 สำรับ คือเขาคิดว่าเราขอสอบสำรับหรือไงฟระ ให้มาก้อดีเราก้อชักไว้หนึ่ง ที่เหลือก้อส่งต่อๆไปให้น้องๆและพี่ๆที่มาด้วยกัน เจ้ากรรมจริงๆสายการบินไทยไม่มีเพลงไทยฟัง เราก้อเลยเปิดเพลงเกาหลีฟังแทน อ้อ...ลืมบอกไปที่เราดูหนังที่สายการบินเปิด เพราะ หนังเรื่องนั้นคือ NEXT หนังที่น่าเบื่อสุดในรอบห้าล้านปี จำแม่นเลยวันรับน้องกสพท. อีมล(เป็ด หมอทหาร) ชวนโดนไปเสียตังค์ฟรีให้หนังเรื่องนึ้ ไม่เชื่อถามอาร์ต(เหรียญทองชีววิทยาโอลิมปิกและนักเรียนแรด ถึกทนนานดีเด่น) กะณัทธร(กามเทพ)ดูได้ นอกจากนี้เรื่องราวบนเครื่องบินยังมีต่อ คือ พวกพนักงานสายการบินทุกคนตั้งแต่กัปตันยันแอร์เดินมาถามว่า น้องไปแข่งกีฬาอะไรกัน เห้อ.... หน้าอย่างกรูแข่งกีฬาไรดี!!! เอาเถอะช่างมันยังไงเขาก้อส่งเราถึงที่หมายด้วยบริการทุกระดับประทับใจก้อละกัน ถึงสนามบินเจียงไคเช็ค มีคนมารอรับพวกเราไปพร้อมกับทีมจากฮ่องกงและญี่ปุ่น อยากจะบอกว่ามีแค่ไทยแลนด์กะสิงคโปร์เนี่ยแหละที่ ใส่สูทมาซะเต็มยศ คนอื่นเขาไม่ใส่กันเลย แต่ก้อดีเหมือนกันใส่สูทแม่งร้อนดี แอบเท่ห์นิดนึง มาถึงแคมป์เขาให้เราเอาของไปวางไว้ในห้องเก็บของก่อน แล้วเอาเงินฟาดใส่ให้ไปกินข้าวเที่ยง ไอ้พวกเราอยากกินอาหารพื้นเมืองเลยให้เด็กเขาพาไปตลาด ถึงตลาดต้องแปลกใจเมื่อบรรยากาศตลาดเหมือนคอนเนอร์ตรงข้ามคอนโดที่ศาลายาไม่ผิดเพี้ยน อาหารที่ขายก้อคือ หอยยยยยยทอดดดดดดดดดดด รสชาติไม่ต่างจากศาลายาเลย ต่างจากศาลายาอย่างนึงคือ น้ำปั่นที่ขายมีเมนูเด็ดคือ น้ำมะระปั่น ไอ้เราเห็นชื่อน่ากิน “Honey bitter Lemon” เลยสั่งมา คือแบบเห็น Honey ก้อสั่งเลย ไม่อ่านต่อให้ดีว่ามี Bitter อยู่ข้างหลัง นึกว่าจะหวานอร่อย รู้ตัวอีกทีก้อแม่ค้าหั่นมะระสามซีกควายๆโยนลงเครื่องปั่นไปแล้ว แต่ไม่ใช่เราคนเดียวที่ซวย คุณน้องปิงที่ลอกการสั่งน้ำจากเราก้อพลอยซวยตามไปด้วย 5555 เหมือนไอ้ปั่นปวนตอนไปรัสเซียที่เอาวอดก้าที่เราสั่งผิดมาไปแดกซ์ แล้วก้อเดินเมากลางเซนต์ปีเตอร์เบิร์กเลย 5555 คล้ายๆกัน ต่างแค่ครั้งนั้นเราแค่จิบเลยไม่เมา แต่ครั้งนี้ทั้งเราและน้องปิง หมดแก้วคร้าบบบบบ...... รสชาติก้อแรกๆจะหวานๆ พอกลืนจะไปขมในคอ จึ๋ย! จากนั้นก้อกลับมาที่ค่ายได้ทำการเช็คอิน และไปร้านค้าซื้อน้ำพันซ์ปั่น อารมณ์คล้ายๆซาเลิปปี้ที่เซเว่นอะ ไอ้เราก้อกะใช้เทคนิคจากไทยแลนด์ แต่ลืมไปว่านี่คือไต้หวัน ขณะที่กำลังเคาะๆและยัดๆให้ระดับซาเลิปปี้สูงที่สุดนั้น อีคุณแม่ค้าก้อเดินมาทำให้ซะเลย เหอๆๆๆ เส้าเลย แก้วตั้งสามห้าเหรียญ นึกว่าจะแดกคุ้มซะละ เสร็จจากซาเลิปปี้ก้อขนของขึ้นห้องนอนเขาให้นอนห้องละหกคน ห้องเราก้อไต้หวันหมดเลยมีเราไทยคนเดียว ของบอกว่าห้องอนหรูมาก หอสสวท.ไม่ติดหนึ่งในห้าล้านห้าเลย แม้อยู่ห้องละคนคนนะ ห้องตกแต่งหรูอย่างกะโรงแรมห้าดาว มีทีวีจอพลาสมาให้ มีห้องอาบน้ำและห้องน้ำในตัวอย่างละสองห้อง ดูในรูปละกัน คนที่เคยเข้าค่ยโอฯแล้วชมว่าหอสสวท.ดี ก้อดูนี่ก่อนแล้วจะพูดใหม่ พอมาถึงห้องกรูก้อเมคนิวเฟรนเลย เข้าร่วมวงไพ่กะแมร่ง เขาเล่นสลาฟกันกติกาต่างจากที่ไทยนิดหน่อย แต่กูก้อชนะรวดเฟร่ย 5555 ฝึกทักษะจากไทยมาดี แค่วันแรกก้อประกาศให้โลกรู้แล้วว่า การเล่นไพ่พี่ไทยไม่แพ้ใคร เย็นๆเขาพาไปโรงแรมสุดหรูแห่งหนึ่งชื่อ Grand Hotel ตกแต่งแบบ Very Chinese จริงๆ ดูข้างนอกเหมือนหอขังปีศาจในเรื่องไซอิ๋วเลย พอเข้าไปข้างในแล้วกรูละอยากเป็นปีศาจจริงๆ โอเร็นเตลนี่ชิดซ้ายตกเจ้าพระยาไปเลย วันนี้ได้รับประทานมื้อเย็นสุดหรูกะเพือ่นๆในกลุ่ม ซึ่งมีไต้หวันแปดคน อิสราเอลคนนึง และไทยคือเราเองอีกคน มีคนบอกมาว่าหัวละ 1300 ดอลลาร์ไต้หวัน อาหารก้ออร่อยสมราคาจิงๆ แต่ทว่างงจิง คนไต้หวันกินกันน้อยแสดๆ อ่า กรูนะอยู่เมืองไทยไปกินบุฟเฟ่ต์กะเพื่อนๆเป็นตัวกินน้อย ถ้าเอากรูมาทิ้งที่ไต้หวันนะ รับรองเป็นตัวโปรบประโยชน์ได้เลย นอกจากนี้บุฟเฟ่ต์มื้อนี้ยังได้กินร่วมกับนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลซะด้วย (วันนี้เจอหน้า หยวน ที ลี ที่เคยมาบรรยายที่ MWIT ตอนเราอยู่ ม.4 ด้วย ที่นี่เขาปอปมากๆ แบบเด็กๆไปขอถ่ายรูปตรึม) เด็กไทยอะนะบ้าดารา แต่เด็กไต้หวันบ้านักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล เหอๆ ขณะกินข้าวได้ทำความรู้จักกะเพื่อนๆ ก้อทราบมาว่า คนดูแลกลุ่มตอนนี้ อยู่ปีสอง เรียนฟิสิกส์อยู่ที่ MIT (เทพแสดอะ) มีนักศึกษาแพทย์ในกลุ่มอีกคนชื่อ ไมเคิล (ชื่อภาษาอังกฤษของมัน จำชื่อจีนมะได้) จัสติน อันนี้คนไต้หวันแต่ชื่อจัสติน ตามบัตรประชารชนเลย รายนี้ก้อกำลังจะไปเรียนต่อที่ Stanford University ในสาขาจิตวิทยา อีกคนที่จำชื่อได้คือ ฮอง เรียนเคมี ปีสามอยู่ที่ไต้หวันเนี่ยแหละ วันนี้รู้มาว่าที่ไต้หวัน หมอเขาเรียน 7 ปี ถึงจะได้ปริญญา 7 ปีของเขาคือ Basic Science 2 ปี Pre-Clinic 2 ปี Clinic 2 ปี และ intern 1 ปี (ไม่ใช่ extern เหมือนที่ไทยนะ) แล้วจะได้ปริญญาแพทยศาสตร์บัณฑิต จากนั้นค่อยต่อเดนซ์และเฟลโลว์ ได้ยินมาว่า ที่ไต้หวันแพทย์เขาเทพเรื่อง Cardiac Surgery มากๆ ไมเคิลบอก วันนี้ได้เรียนรู้ว่าไต้หวันกะไทยแลนด์ออกเสียงคล้ายกันมาก ขนาดกรูคนไทยแท้ๆยังฟังไต้หวันเป็นไทยแลนด์ตั้งหลายรอบ ส่วนพวกไต้หวันก้อฟังผิดๆเพี้ยนๆเหมือนกัน เลยไม่แปลกใจว่าทำไมพวกบ้านนอกในอเมริกาจึงแยกไม่ออกว่าไทยแลนด์กะไต้หวันต่างกันยังไง สำหรับอากาศที่ไต้หวันตอนนี้ก้อร้อนเหมือนไทยเลย จัสตินบอกเนี่ยหน้าร้อนเขาเดือนนี้ร้อนที่สุดในปี เราก้อบอกเขาว่าไทยมีสามฤดูคือ ร้อน ร้อนมาก และร้อนที่สุด อุณหภูมิพุ่งพรวด จัสตินเลยอ้อว่าเคนได้ยินเกี่ยวกะสงการนต์มาบ้าง ไต้หวันไม่ร้อนเหมือนไทยแลนด์นี่เลยไม่มีตรอกข้าวสารให้นักท่องเที่ยวมาเล่นน้ำ จัสตินบอกหน้าร้อนของไต้หวันก้อร้อนขั้นทุกปีๆ คือเราก้อไม่อยากจะบอกว่า ถ้าหน้าร้อนในไทยร้อนกว่านี้นะ เอนไซม์ของคนไทยจะเสียสภาพ(Denature) กันหมดแล้ว พรุ่งนี้งานก้อจะเริ่มฟังบรรยายและดิสคัส ถึงจะมาในสาขาฟิสิกส์แต่พอเห็นหัวข้อฟิสิกส์กะวิทยาศาสตร์การแพทย์แล้ว เราว่าจะไปเข้าฟังวิทยาศาสตร์การแพทย์แหละ ดูน่าฟังมากๆ มีเกี่ยวกะ Neuroscience กะ Medical Physics ชอบๆ ช้ความรู้ทางชีววิทยากะฟิสิกส์มาบูรณรการกัน ดูมีประโยชน์ดี สำหรับทางฟิสิกส์เพียวๆก้ออยู่กะ Untouchable Topic กัน เช่น Neutrino, Astrophysics, String Theory และก้อ Modern Optics ซึ่งกรูก้อไม่สันทัดนัก เห้อ.......... สรุปวันนี้ได้ข้อแตกต่างที่มายืนยันว่าไต้หวันไม่ใช่ไทยแลนด์มากมาย แม้คนจะชอบกินหอยทอดเหมือนกัน แต่ หนึ่งไต้หวันมีน้ำมะระปั่นราคาแพงสุดในร้าน แต่ถ้าเอามาไทยจะขายไม่ออก สองที่ไต้หวันกติกาสลาฟไม่เหมือนเมืองไทย ขอเขาคนแพ้ออก ให้คนอื่นเข้ามาเล่นแทน ไม่มีการแลกไพ่ สลาฟมีสเตจ ฟูลเฮ้าส์ อะไรไม่รู้วุ่นวายไปหมด ของไทยกติกาง่ายกว่า สามเด็กไต้หวันบ้านักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล เด็กไทยบ้าดาราหนังน้ำเน่ สี่คนไต้หวันชอบชอปปิ้งกลางคืน แต่กลางคืนคนไทยจะดูละครน้ำเน่า ห้าหมอไต้หวันเรียน 7 ปี หมอไทยเรียน 6 ปี หกไต้หวันไม่มีสงกรานต์ ในขณะที่คนไทยเอนไซม์จะเสียสภาพแล้ว และสุดท้าย หมอศิริราชหน้าตาดีที่สุดในโลกโว้ย.......................
6/16/2007 Rebirthรื่นเริง.... ร่วมบันเทิงสนุกแสนสำราญ เบิกบาน.... สามัคคีผูกพันธ์
จิตใจ.... ไม่มีเสื่อมคลายรักมั่น ศิริราช.... สายสัมพันธ์มั่นคง **** ต่างคนเบิกบาน สราญหทัยแท้...... สายสัมพันธ์ไม่ลืม อิ่มเอมเปรมปรีดิ์ดีใจหทัยล้วน............. ชวนสนุกเฮฮา ถิ่นเรา.... ศิริราชอันเป็นนามเร้าใจ จากไป ....ใจเราลืมไม่ลง เนื้อเพลงข้างต้นคือ เนื้อเพลงศิริราชรื่นเริง
ฟังแล้วประทับใจมากๆ
เวลาที่ผ่านมาครึ่งเดือนในการเป็น
นักศึกษาของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
มีอะไรหลายๆอย่างเข้ามาในชีวิตของเรามากมาย
ช่วงเวลาที่ผ่านมาเรารู้สึกมีความสุขมากๆ
แม้ว่าในอดีตจะไม่ค่อยอยากเรียนหมอเท่าไรนัก
อ่านได้จากสเปซเก่าๆ
ถ้าเราไม่ตกรอบในวันนั้น
เราคงไม่มีโอกาสได้เปิดใจและสัมผัสกับ
ความเป็นศิริราชได้เลย
อย่างน้อยควรมซวยในวันนั้น
ก้อทำให้เราได้เจอสิ่งที่ดีๆในวันนี้
ความเป็นพี่-น้องในศิริราชน่าประทับใจมากๆ
พี่ๆดูแลรุ่นน้องอย่างดีแม้ว่า
ตัวเองเรียนก้อหนัก
นอกจากนี้สปิริตของเพื่อนๆพี่ๆก้อดีมั่กๆ
เอาเป็นว่าน่าประทับใจมากๆละกัน
แต่ไม่รู้จะบรรยายยังไง
เอาเป็นว่าเนื้อเพลงศิริราชรื่นเริงในข้างต้นอะ
ใช่เลย
เอาละมาพูดถึงชีวิตชิวๆของข้าพเจ้าบ้างดีก่า
ตั้งแต่เปิดเทอมมาก้อยังไม่ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
เช้าตื่นสายๆไปเรียน
เลิกบ่ายๆ
เย็นๆ พี่ๆพาไปเลี้ยง
ตกดึกนั่งเล่นไพ่
วนเวียนอย่างนี้ทุกวันๆ
สำหรับการเลี้ยงของพี่รหัส
วันที่ 4 มิถุนายน พี่โอเช่ SI 117 พาไปเลี้ยงที่ Auntie'o
วันที่ 5 มิถุนายน พี่โน้ต SI 114 (สายCo) พาไปร้นต้นกก
วันที่ 6 มิถุนายน พี่ปาล์ม SI 116 พาไปร้านนิวตะวัน
วันที่ 8 มิถุนายน ไปทำธงที่ศิริราช พี่โอเช่เลย พาไปกินข้างๆโรงพยาบาล (อันนี้ไม่เป็นทางการ)
วันที่ 11 มิถุนายน พี่ซี SI 115 พาไป Major ปิ่นเกล้าเลย ซเวนเซ่นเลยพี่ น้อง
และวันที่ 13 มิถุนา อันนี้เลี้ยงอย่างยิ่งใหญ่
วันนั้พอดีไปประชุมกรรมการรุ่นที่ศิริราช พี่เลยพาไปเลี้ยง
คือไปworldtrade แดก Shabushi
อร่อยมากๆ กินเสร็จแทบเดินไม่ไหว
พี่ป้อมกะพี่โอเช่ เก็บเนื้อได้เก่งมาก
ทำเอาโต๊ะหลังๆ รับมังสวิรัต กันเลยทีเดียว
จากนั้นไปร้องเกะต่อ
สรุปกลับถึงหอตีหนึ่งก่าๆ มันแสด
เออ.. ลืมบอก สายรหัสกรู คือ สายหน้าตาดี (พี่ปาล์มบอกและกรูconfirm)
สำหรับวันเกิดครบรอบ 18 ปี ในวันที่ 9 มิถุนา ที่ผ่านมา
พอดีไปทำธงโต้รุ่งที่ศิริราชตั้งแต่คืนวันที่ 8 ถึงเช้าวันที่ 9
พี่โอเช่เลย พาไปใส่บาตรที่วังหลัง
จากนั้นกรูก้อติดรถของคณะที่พาพวกพี่ๆ
ไปวางพวงมาลาวันอานันทมหิดลที่โงพยาบาลจุฬา
เพื่อไปคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ
เพื่อประชุมก่อนไปไต้หวันในเดือนสิงหานี้
จากกการโต้รุ่ง ทำให้กรูหลับๆตื่นๆระหว่างประชุม
แต่อย่างน้ยก้อภูมิใจโว้ย...
เพราะที่กูไปหลับในห้องนั้น
เป็นเพราะกรูไปแสดงสปิริตของชาวมหิดลมาเฟร่ย
จากนั้นก้อกลับบ้านนอนสลบไปเลย
ทำให้ปีนี้วันเกิดกรุผ่านไปเร็วมาก
อายุ 18 แล้ว
ทำใบขับขี่ได้
เข้าผับได้
และอื่นๆอีกมากมาย
เหอๆ
เออ ลืมบอก
ตอนนี้ข้าพเจ้าดำรงตำแหน่งเป็น
ประธานฝ่ายบันเทิงและการแสดง ของชั้นปีที่1
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลนะเฟร่ย
และชอตเด็ดของช่วงนี้คับพี่น้อง
เชื่อมั้ยว่า สมาทร สละทุนโอฯ
เขาให้ตอบรับแสดงความจำนงรับทุน
แต่เราสละสิทธิ์
เพราะอะไร
ก้อ
ชีวิตคนเราเกิดมา เพื่อหาความสุขไม่ใช่เหรอ
การเรียนวิชาที่ชอบก้อไม่ได้หมายความว่าจะมีความสุขนี่
เรารู้แต่อยู่ศิริราชตอนนี้ มีความสุขและอยากอยู่ต่อไป
อย่างที่บอกอะ
ถิ่นเรา.... ศิริราชอันเป็นนามเร้าใจ จากไป ....ใจเราลืมไม่ลง
แต่ยังไม่อยากจะจากไปตอนนี้
ยังไม่ทันรับน้องข้ามฟากเลย
ยังไม่ได้เป็นศิริราชเต็มตัวเลย
ยังไม่ได้ใช้คำว่านายแพทย์เลย
จะไปไหน
ทุนโอฯ มาผิดเวลาจริงๆ
ถ้ามาสักเดื่อนเมษาฯ
ตอนที่ยังไม่ได้
สัมผัสกับสังคมศิริราช
เราคงเอาไปแล้ว
แต่ก้อดีนะ
เราเชื่อว่าไม่ว่า
ศิริราชจะเรียนหนักแค่ไหน
แต่เราก้เชื่อว่า
สังคมศิริราชเนี่ยแหละ
จะทำให้เรามีความสุข
กับโอลิมปิก
แม้ว่าจะเคยอยากได้มากๆ
มุ่งมั่นมากๆ
และเสียใจมากๆ
แต่พอได้จิงๆกลับลำบากใจ
เพราะ เรารักความเป็นศิริราชซะแล้ว
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
สิ่งที่เราชอบที่สุด อาจไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เรามีความสุขที่สุด
และในความซวยสุดๆ ก้อแอบเป็นจุดเริ่มต้นของอะไรที่ดีที่สุดได้เช่นกัน 5/31/2007 Life and Beliefชีวิตของคนเรา
มันสั้นนัก
แต่ละช่วงชีวิตที่สั้นลงไปอีก
เรามีความคิดอ่านและความเชื่อที่ต่างกัน
คนเรา
สมัยอยู่อนุบาล จะเชื่อ พ่อ แม่
พ่อ แม่ พูดอะไรเราจะเชื่อไปโหม้ด
เช่น ห้ามรับของจากคนแปลกหน้า
ห้ามกินขนมหวาน
....
เป็นต้น
พอเราขึ้นประถม
คนที่เราเชื่อคือครู
ครูบอกว่าห้ามคุยในแถว
ใครคุยจะถูกตี
ก้อไม่มีใครกล้าคุย
เพราะกลัวโดนตี
พอขึ้นมัธยม
เราจะเชื่อเพื่อน
เพื่อนชวนไปไหน ไปหมด
ชวนทำไรทำหมด
ต่อมาเป็นนักศึกษาปริญญาตรี
อุดมการณ์พลุ่งพล่าน
ความเชื่อมั่นในตนเองสูง
คนที่เราจะเชื่อคือ ตัวเอง
หรืออีกกรณีนึงคือ แฟน
ช่วงนี้คือ แบบ self อะ
มีความเป็นตัวของตัวเอง
ทำตัวแนวๆ
แต่พอเจอคนถูกใจละก้อ
จะพยายามเปลี่ยนตัวเองเพื่อคนนั้น
ไรประมาณเนี้ย
พอทำปริญญาโท ปริญญาเอก
ช่วงทำวิทยานิพนธ์
ทำเท่าไรก็ไม่จบ
โดนตีกลับเรื่อยๆ
จนไม่รู้ทำไง
เลยใช้วิธีบนบานศาลกล่าว
ชีวิตช่วงนี้
เชื่อไสยศาสตร์อย่างจิงจังเลยพี่น้อง
หรือแบบเรียนโท แล้ว เอกก้อแล้ว
แฟนก้อไม่มีสักที
หาหมอดูแม่งกันทุกวัน
ถามว่าเมื่อไรจะมีเนื้อคู่เข้ามาในชีวิต
แล้วหลังจากนั้นคนเราเชื่ออะไรกันต่อละ
พวกเสี่ยๆ เขาเชื่อเมียน้อย เป็นที่ซู้ด
หมอ(บางคน กูย้ำนะว่าบางคน อย่ามาเหมากรูรวม) เชื่อนางพยาบาล
อาจารย์ขี้หลี จะเชื่อนักเรียน นักศึกษาสวยๆ (มีเยอะนะเฟร่ย)
พวกแม่ยก เขาหลงพระเอกลิเกงมงาย
แต่บอดี้แสลมกะพี่แอ้ด คาราบาว เขาเชื่อว่า "ชีวิตมันต้องเดินตามหาความฝัน!"
เหอๆ
5/29/2007 Style of Love Storyทุกคนคงเคยอ่านหรือดูพวก
นิยายรัก นิยายน้ำเน่าอะไรพวกนี้กันบ้าง
แล้วชอบพลอตเรื่องแบบไหนกันหละ
จากประสบการณ์ของผมจะเจออี-ลอปเดิมๆอยุ่ประมาณนี้
โดยเฉพาะของไทยกะเกาหลี+ไต้หวันจะวนอยู่ประมาณนี้สัก 80 %
ของไทยนะ
จะออกแนวตบ ตบ ตบ และตบส่วนใหญ่
หนังเรื่องไหนที่ตบเยอะ คนดูก้อจะเยอะ
ไม่เข้าใจว่าคนไทยชอบความรุนแรงหรือไง
ไอ้การตบเนี่ย น้ำเน่าของไทยจะออกแนว
มีตัวใสซื่อ โดนนางร้ายตบก้อจะทนไม่ตอบโต้
เช่น พจมานแห่งบ้านทรายทอง
หรือ แน่งน้อยแห่ง แรมพิศวาส
ไรประมาณนั้
ถ้าเป็นยุคโบราณนะนางเอกจะเป็นตัวใสซื่อเสมอ
เช่น เรื่องบ้านทรายทอง
คนดูชอบอกชอบใจมาก
ร้องไห้สงสารพจมานเป็นแถว
หลังๆ จะมีแนวนางเอกตบกลับบ้าง
แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยน
คือ
ตัวร้ายของหนังไทยส่วนมากเนี่ย
มันจะเหี้ยมากๆ เหี้ยอย่างไร้เหตุผล
เหี้ยแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย
ทำอะไรก้อเลวไปหมด ไม่เคยทำดีแม้แต่นิด
เลวทุกด้าน คาร์แรคเตอร์ของตัร้ายจะเป็นพวก
แรด ร่าน เลว วีน บลาๆๆ อีกมากมายที่มันเลวๆ ไม่มีส่วนดีเลย
คือ คนเขียนแต่งให้มันเลว
เพราะ มันอยากเลว
เช่น กลีบผกา ในแรมพิศวาส
หรือ ณัฐฐา ในเรื่อง มณีดิน
เลวอย่างเกินความเป็นคนเลยแหละ
เหตุผลที่คนจะเลวในหนังไทย
คือ แย่งสมบัติ แย่งคนรัก
มันจะเลวอย่างกร่างๆ
แบบในโลกนี้คงไม่มีใครกล้าทำแบบนี้
เช่น อยู่ๆ ก้อเดินไปตบเขา
เลวแบบไม่มีชาติตระกูลเลย!
อย่าง หญิงเล็กในบ้านทรายทองเนี่ย เกิดในบ้านผู้ดีเก่า
แต่แกเลวได้ไม่มีสภาพความเป็นผู้ดีเลย
ถ้าตัวร้ายไม่เลวสุดขั้วอย่างงี้มันไม่สะใจคนไทย
คนไทยชอบความรุนแรงแบบนี้
พวกตัวร้ายเนี่ยเวลาไปตลาด แม่ค้าตามด่าเลยประมาณนั้น
นางเอกหนังไทยนะ จะแสนดี
ทำอะไรก้อถูกไปหมด
ไม่เคยทำผิด
ไม่อิจฉาใครเลย
ดีซะจนจะอ้วก
หาความพอดีไม่ได้เลย
มาดูของเกาหลี+ไต้หวันกันบ้าง
อันนี้จะออกแนวอี-ลอปนี้
นางเอกเนี่ยจะสวยแบบบ้านๆ
ถ้าตัวร้ายนะ จะสวย เริ่ด เชิด หยิ่ง มีชาติตระกูล
พระเอกจะหล่อเนี้ยบ มีชาติตระกูล
และมีเพื่อนที่แสนดีอยู่คนนึง
เรื่องจะเป็นประมาณว่า
พระเอกมีคู่หมั้นอยู่แร้วเป็นตัวร้าย
แล้วมาเจอนางเอกก้อรักแรกพบ
นางร้ายก้อจะคอยรังควาน นางเอก
แต่ไม่ถึงขั้นตบแหลกแบบหนังไทย
เขารังควานอย่างมีชาติตระกูล
เพื่อนพระเอกก้อจะแบบแอบชอบนางเอกอยู่ด้วย
แต่เป็นคนที่แสนดีมากๆ
ช่วยเหลือพระเอก นางเอกตลอด
จนดีเกินไปที่นางเอกจะรัก
และจะมีตัวตลกอยู่สองตัว ชายตัวหญิงตัว
ตอนหลังตัวตลกสองตัวนี้ก้อรักกัน
แต่บางเรื่องก้อไม่มีตัวร้าย
เป็นแนวรักหวานซึ้ง
ตามจีบอย่างเดียว
แล้วก้อมีอุปสรรคโน่นๆนี่ๆมาขวางกั้น
ตัวร้ายของเกาหลีกะไทยต่างกันคือ
ตัวร้ายขอเกาหลีเขาทำดีได้ แต่ตัวร้ายของไทยทำดีไม่เป็น
เช่น ในเรื่อง จูมง ที่องค์ชายแดโซ ช่วยชีวิตจูมงไว้
หรือ องค์หญิงวูยง ในเรื่องซอดองโย
แม้จะพยายามขวางกั้น อาชางกะองค์หญิงซันวา
แต่เขาก้อทำดีให้เห็นหลายๆครั้ง
อย่างหนังไทยนะ
เช่นเรื่องพระเจ้าตากสินมหาราชฝ่ายตรงข้ามกับพระเจ้าตากสินนะ
คนสร้างเนี่ย สร้างให้เลวไม่มีชิ้นดีเลย
แย่จิงๆ
ถ้าเขาเก่งกล้าขนาดตีรวมหัวเมืองตั้งตัวเป็นใหญ่
เราต้องยอมรับว่าเขาเก่งในระดับหนึ่ง
แล้วต้องมีดีอะไรมั่งสิ ถึงทำได้
แต่เราสร้างซะเขา นะ
ฝีมืออ่อน ขี้ขลาด ขี้โกง สารพัด สารเพเลย
มันไม่แฟร์กะเขาเลยนะ
แค่เขาแพ้พระเจ้าตาก
ทำไมไปเขียนบทให้เขาเลวขนาดนั้น
หรือเรื่องกษัตริยาเนี่ย
ถ้าพม่าได้ดูนะ ต้องตัดสัมพันธ์ทางการฑ฿ตกับไทย
แน่เลย
สร้างซะเขา เลวไม่มีทื่ดีเลยจิงๆ
อยู่ๆให้สนมบุเรงนองตบกัน
คิดได้ไงฟระ
ชาววังมาตบกันอย่างกะแม่ค้า
กลับมาถึงเรื่องหนังเกาหลีกันต่อ
หนังเกาหลีเนี่ยจะมีตอนจบหลักๆ 2 แบบ
คือแบบบัดซบ กะแบบหวานซึ้ง
แบบบัดซบ เช่น
ถ้าพระเอก ไม่ตาย นางเอกก้อตาย
ไม่งั้นก้อมีคนติดคุก
หรือไปเมืองนอก
เช่น เรื่อง Silence หรือที่คนไทยเรียก
ปาฏิหารย์รักจากดวงดาวอะ
จิงๆแล้ว ถ้าเป็นผมแปลนะ
ผมจะชื่อเรื่องแปลตรงตัวกับคำว่า Silence เลย
จะแปลว่า "รักแท้ของอีใบ้"
แบบหวานซึ้ง เช่น
เรื่อง my sassy girl ตอนจบกินใจชะมัด
ซอดองโยเงี้ย
แต่ซอดองโยจบแบบกึ่งซึ้งกึ่งบัดซบ
พูดไม่ถูกเหมือนกัน
อีกข้อนึงคือ หนังเกาหลีเนี่ย
ผู้ชายมักชอบร้องไห้
พระเอกเนี่ย ต่อมน้ำตาตื้นชะมัด
พูดถึงพระเอกของหนังเกาหลี
บางเรื่องก้อจะหล่อแบบบ้านๆนะ แบบจนๆด้วย
ถ้าเป็นอย่างงี้
คนที่หล่อและรวยจะเป็น
เพื่อนพระเอก ไม่ก้อตัวร้าย จิงๆนะ
มาดูนิยายรักของฝรั่งกันมั่ง
จะบอกว่าโคตรน่าอ้วกเลย
เช่น Titanic เนี่ย
แม่งเลี่ยนชิป
Romeo-Juliet
ก้อนะ รักกัน จนตายตาม
เพราะตระกูลทั้งสองเป็นอริกันเลย
กลายเป็นโศกนาฏกรรมความรัก
เห้อ...
คนไทยก้อเอามาเลียนแบบนะใน case นี้
ตระกูลทั้งสองเป็นอริกัน
แล้วพระเอกกะนางเอกรักกัน
ภายใต้การกีดกันของผู้ใหญ่
แต่ก้อไม่พ้นแนวตบอยู่ดี ถ้าคนไทยสร้างอะนะ
อีกเรื่องนึง เรื่องนี้ น่าอ้วกมากขอบอก
เรื่อง Barbara Allen (Child#84)
เป็นBallad ที่มีชื่อเสียงอันหนึ่ง
(Ballad) คือ นิยายกลอนที่เอามาร้องเป็นเพลง
เรื่องมันมีอยู่ว่า
พระเอกตรอมใจตายเพราะ นางเอกปฏิเสธรัก
พอนางเอกรู้ก้อรู้สึกผิด เลยตรอมใจตายเหมือนกัน
เขาเลยฝังศพทั้งคู่ไว้ใกล้ๆกัน
เวลาผ่านไปมีกุหลาบงอกออกมา
จากหลุมศพพระเอก
ส่วนหลุมศพนางเอก
ก้อมีเถาวัลย์งอกมา
เลื้อยพันรอบกุหลาบ
เป็นปมแห่งรัก
แหวะ กูพิมพ์แล้วจะอ้วก
ที่วิจารณ์มาเนี่ยไม่ใช่ไรหรอก
กวีที่แต่งเรื่องต่างๆออกมาเนี่ย
ผมว่าไม่ควรแต่งเอาควาสะใจอย่างเดียว
อย่างที่คนไทยส่วนใหญ่ทำ
บางทีมันเว่อร์ไป
ไม่มีใครดี 100% หรือ เลว 100% หรอก
ในโลกนี้
ไอ้ละครที่เขียนมาโดยไม่ใช้ความคิด
ไม่ได้คำนึงถึงจุดนี้
ผมว่ามันทำให้คนไทยคิดไม่เป็น
คิดอะไรไม่มีเหตุผลเอาซะเลย
อยุ่ๆคนจะเลวก้อเลวอะไรอย่างงี้
อย่างที่พวกนักเรียนหญิงของประเทศเรา
ตบกันตามข่าวหนังสือพิมพ์
เขาไม่ได้เลียนแบบมาจาก
ละครพวกนี้เหรอ
ช่วงสองทุ่มครึ่ง ถึง สี่ทุ่มเนี่ย
เยาวชนดูทีวีเยอะ
ถ้าเรามัวแต่เอาละครที่ไม่มีความคิด
ไม่มีตรรกะ
ไม่มีเหตุผลมาฉายเนี่ย
มันบั่นทอนเยาวชนมากๆเลยผมว่านะ
น่าจะหารายการที่ดีกว่านี้มาฉายซะ
เคยได้ยินข่าวนักเรียนฝรั่ง
นักเรียนเกาหลีตบกันมะ
นักเรียนเกาหลีเขามีแต่เอาปืนมายิงกันเลย
+555555
5/28/2007 After that...หลังจากหลายๆอย่าง ผ่านมาแล้วผ่านไป
ม.ปลายจบไป
บางช่วงเหมือนฝันดี บางช่วงเลวร้ายมาก
แต่เราก้อผ่านมันมาแล้ว
ตอนนี้
มาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย
การเป็นนักศึกษาแพทย์
เส้นทางมันจะเป็นยังไงหว่า.....
เรื่องราวที่จะเล่ามีดังนี้
วันที่ 25 หลังเรียนกีตาร์
ได้ไม่นาน ก้อมีสตรีนิรนามผู้หนึ่ง
โทรมาบอกว่าเป็นพี่รหัส
แล้วให้ไปงานทัวร์ศรัญญ่าด้วย
อยู่ศรัญญ่ามา 3 ปี เราเองก้อไม่อยากทัวร์เท่าไร
แต่พี่เขาบอกว่ามันน่าไปมากๆ มันไม่ใช่แค่ทัวร์
เราตกลงกะพี่เขาว่าจะไป
ทั้งนี้ก้อคือจะได้โดดเรียนภาษาอังกฤษไปในตัว เหอๆ
เข้าทางเด็กconc. อย่างเรา
(conc เหรอวะ)
เท่านั้นไม่พอ 8 ชั่วโมงต่อมา
มีพี่อีกคนโทรมาบอกว่าอยู่ปี 3 สายรหัสเดียวกัน
วันพรุ่งนี้ให้ใส่เสื้อชมพูไป เพราะเป็นสีสายรัหส
ไอ้เรามันก้อเริ่มรู้สึกแปลกๆ เลยโทรกลับไปอีกที
ปรากฎว่าเป็นเสียงของพี่อีกคน
เราก้อถามว่ทำไมพี่เสียงเปลี่ยน
พี่เลยบอกว่าเข้าของโทรศัพท์ไปเข้าห้องน้ำ
แปลกๆหวะ! sense บอกว่าต้องมีไรสักอย่าง
เราเลยโทรกลับไปหาพี่ที่โทรมาตอนเที่ยงอีกที
ปรากฎว่าเป็นเสียงเดิม
เราเลยถามว่าพรุ่งนี้ต้องใส่สีไรไป
ที่ถามเพื่อcheck ว่าเขาหลอกเราป่าว
แต่ดันตอบว่าสีชมพู เหมือนกัน
เอาละไง sense กูถูกป่าววะ
เอาละก้อรอดูต่อไป กว่าจะนอนก้อตี2
ตื่นก้อเช้า
เดินทางไปศิริราชก่อน ด้วยเสื้อสีชมพูด้วย
เจอพี่หลายคนที่คุ้นหน้ามากมาย เช่น
พี่บอล-จบม.3 อัสสัมชัญธนบุรี และจบ ม.6 MWIT เหมือนกัน เป็นพี่โรงเรียน 2 ที่เลย
พี่มิ้นท์-พี่พลุ่มและพี่ห้องที่MWIT
พี่หลิง พี่ต้น พี่บุ๋ม และอีกหลายพี่เลยเยอะมากจำมะหมด -พี่ห้อง 1 แมลงวันไฮโซ
(พี่ห้องอยู่ศิริราชเยอะอ่า)
พี่น้ำหวาน- ที่เจอกันในค่ายฟิสิกส์โอฯ ปีที่แล้ว
พี่โอเช่-พี่โรงเรียนและพี่ที่เราสงสัยว่าจะเป็นพี่รหัส (สงสัยได้ไงอ่านต่อไป)
เมื่อมาถึงศรัญญ่ามหานครกลิ่นที่คุ้นเคยก้อมาอีกครั้ง
ตึก SC 4 ศรัญญ่าสโตร์
และถนนสายที่เดินประจำ
กิจกรรมทั้งวันสนุกดี
ประทับใจพี่ๆศิริราชมากมาย
มีพี่รหัสส่งของมาให้ด้วย
เขาบอกมาในโน้ตว่าเป็นเครื่องรางจากญี่ปุ่น เหอๆ
จากการเขียนบ่งว่าพี่รหัสเป็นผู้หญิง
ขณะทำกิจกรรมในศาสลายานั้นเอง
พี่โฟรโด พี่ห้องที่อยู่วิดยา ขี่จักรยานผ่านมา
แล้วทักเราว่าพี่รหัสสั่งให้ใส่สีนี้มาเหรอ
งงเลยกรู แมร่งรู้ได้ไงฟระ
ความสงสัยพอกพูนแต่ก้อแพ้ความง่วง
พอกลับถึงบ้านก้อหลับเลย
เพราะเหนื่อยชะมัด
วันอาทิดที่ 27 ตื่นมาสายโด่
แต่ก้อต้องไปเรียนอังกิด
คือคนมันโง่อังกิดอะ
เรียนๆหลับๆ
เลิกเรียนไปลัลลาที่มาบุญครอง
แล้วกลับบ้าน มานั่งไร้สาระเนี่ยแหละ
ระหว่างเล่นเน็ต ก้อมีคนบอกให้เข้าไปเช็ครหัสนักศึกษา
ขณะเช็ต ปิ้งไอเดียนึงขึ้นมา
คือhack เว็บมหาลัยดูพี่รหัส
ก้อใช้วิธีเดียวกะที่ ซูลู ทำกะเว็บ สสวท.
ปรากฎว่า คนที่รหัสตรงกะกรุ (196) คือ พี่โอเช่
งงเลย
อย่างน้านที่ผ่านมา มันของจริงหรือตอแหลวะ
พี่ผู้หญิงที่โทรมาเป็นใครกันแน่!
ปล. มีเพื่อนหลายคนที่ได้พี่รหัสที่รู้จักกันมาก่อนแบบดีมากๆเลยแหละ
สำหรับ ณิ-ณิชมน (093) พี่รหัสที่เราเดาให้เมื่อวันที่ 26 อะ ไม่ใช่นะ // พี่ของณิ มาจากMWIT เนี่ยแหละ
สำหรับ ณัทธร (092) พี่รหัสแกแรงนะ แรงพอๆกะพี่รหัสเราเลยแหละ
บลาๆๆๆๆๆ
ข้อความตัวหนา จะถูกก็ต่อเมื่อสิ่งที่เรา hack เข้าไปดูมันถูก
5/20/2007 Learn What?นานมาแล้ว ณ แคว้นอันยิ่งใหญ่ กษัตริย์ต้องการจะผูกมิตรกับ
อีกแค้วนเพื่อความสงบสุขของราษฎร
การแต่งงานเกี่ยวดองเป็นญาติ คือ การผูกมิตรที่พระองค์ทรงตัดสินใจใช้
พระองค์จึงจัดให้เจ้าชายแต่งงานกับเจ้าหญิงของอีกแคว้น
เขาทั้งสองไม่เคยพบกันมาก่อน
แต่ต้องมาใช้ชีวิตร่วมกันด้วยความจำเป็น
เขาไม่รู้ว่า อีกฝ่ายจะรักเขาหรือไม่ รักมากแค่ไหน
ไม่รู้แม้แต่ว่าอีกฝ่ายมีรูปโฉมเป็นเช่นไร งามหรือไม่
อย่างไรก็ตามเขาต้องอยู่กันไปชั่วชีวิต
เจ้าชายทรงวิตกเป็นอย่างมาก จึงเรียกเหล่าขุนนางมาปรึกษา
ว่าจะทำอย่างไรดี
แม่ทัพใหญ่เสนอว่า
พระองค์ควรทอดพระเนตรให้เห็นถึง
พระสิริโฉมอันงดงามขององค์หญิงก่อน
แล้วพระองค์จะมีความสุขในชีวิตคู่
อัครเสนาบดีเสนอว่า
พระองค์ควรเล็งเห็นว่า
พระองค์จะได้ประโยชน์จากองค์หญิงอย่างไร
แล้วการแต่งงานของพระองค์จะเป็นผลดีต่อบ้านเมือง
หลังจากห้องประชุมนิ่งเงียบไปสักพัก
ราชครูได้เสนอขึ้นมาว่า
พระองค์ควรเรียนรู้ถึงความรัก
และความเกลียดชัง
ขององค์หญิงที่มีต่อพระองค์
หากพระองค์แจ้งใจในจุดนี้แล้ว
พระองค์จะทรงปรับตัวใช้ชีวิตร่วมกับองค์หญิงได้
ถ้าเป็นคุณ คุณจะเชื่อขุนนางคนไหน?
.........
สำหรับผม ในตอนแรกสุดผมเคยเชื่อราชครู
ต่อมามีอะไรบางอย่างเข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตผม
ผมจึงยึดมั่นในความคิดของท่านแม่ทัพใหญ่
แต่ความคิดของท่านอัครเสนาบดี
ก็วนเวียนในหัวผมเป็นครั้งคราว
อย่างไรก็ตามชีวิตผมในช่วงนั้น
ก็ยึดมั่นกับความคิดของท่านแม่ทัพใหญ่
อย่างยากที่จะแปรผัน
ผมพยายามจะเดินตามความคิดนั้น
และเดินมาถึงจุดหนึ่ง
สุดท้ายโชคชะตาได้บีบบังคับผม
ให้เดินตามความคิดของท่านแม่ทัพใหญ่ไม่ได้
โชคชะตานำพาให้ผมต้องทำตามราชครูหรืออัครเสนาบดี
ผมมีโอกาสเลือก และต้องเลือก
ทีแรกผมเสียใจที่มันเป็นอย่างนี้
แต่ตอนนี้ผมเริ่มทำใจได้
และหวังความคิดของราชครู
จะไม่ทำให้ผมผิดหวัง
.
.
.
มนุษย์ต้องใช้ชีวิตร่วมกับธรรมชาติไปจนตาย
ในที่นี้ถ้าเจ้าชายเปรียบได้กับมนุษย์
เจ้าหญิงก้อเปรียบเป็นธรรมชาติ
ฟิสิกส์ สอนให้ผมเห็นความงามของธรรมชาติ
ฟิสิกส์ ทำเห็นผมเห็นว่าธรรมชาติมีเสน่ห์เพียงใด
ฟิสิกส์เสมือนแม่ทัพใหญ่
วิศวกรรมศาสตร์และวิทยาประยุกต์หลายๆแขนง
จะชี้นำให้ผมเห็นถึงการนำธรรมชาติมาใช้ประโยชน์
วิชาเหล่านี้เสมือนอัครเสนาบดี
แพทยศาสตร์และวิทยาศาสตร์ประยุกต์บางแขนง
เรียนรู้ถึงสิ่งที่ธรรมชาติทำร้ายเรา ไม่ว่าจะเป็นโรคภัยไข้เจ็บหรือภัยธรรมชาติ
และวิธีการป้องกันและรักษากับสิ่งเหล่านี้
ถ้าธรรมชาติไม่เกลียดเรา คงไม่มีพวกโรคภัยไข้เจ็บและภัยธรรมชาติ
ธรรมชาติรักเราหรือเปล่า
ระบบร่างกายอันซับซ้อนของมนุษย์เรา
เป็นของขวัญอันยิ่งใหญ่จากธรรมชาติ
ถ้าธรรมชาติไม่รักเรา จะให้ของขวัญชิ้นนี้มาทำไม
วิชาแพทยศาสตร์ จึงเสมือนราชครูในเรื่องนี้
เห้อ..... ตอนที่ผมมุ่งมั่นจะเป็นนักฟิสิกส์
ผมสนใจอีกวิชาหนึ่งคือ เศรษฐศาสตร์
เศรษฐศาสตร์กับงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์
ถ้านำมาคู่กัน จะสร้างรายได้ให้กับงานวิจัยไม่น้อย
แล้วเศรษฐศาสตร์หละ
จะช่วยให้เจ้าชายอยู่กับเจ้าหญิงอย่างไร
นิยามของวิชาเศรษฐศาสตร์คือ
วิชาที่ว่าด้วยการจัดสรรทรัพยากรซึ่งมีอยู่อย่างจำกัด
ให้กับมนุษย์ซึ่งมีความต้องการอย่างไม่จำกัด
ถ้ามีเจ้ากรมหนึ่งทูลขึ้นมาว่า
พระองค์ควรหาวิธีจัดการกับเจ้าหญิง ในขอบเขตที่จำกัด
ให้กับความต้องการ... ของพระองค์ที่มีอย่างไม่จำกัด
เจ้ากรมนั้นคงเป็นเศรษศาสตร์แหละ......
เหอๆ
แล้วคุณหละ จะศึกษาอะไรเกี่ยวกับเจ้าหญิง 4/1/2007 THE BITTER ENDเคยบ้างไหมที่ใฝ่ฝัน และพยายามอย่างเต็มที
จนเห็นว่ามันใกล้ความจริงเข้ามาเรื่อยๆ
เรื่อยๆ มันใกล้มากๆเหมือนว่าไม่ต้องเอื้อม
ก้อหยิบได้
ลางสังหรณ์ทุกอย่างบอกว่าได้
ความมั่นใจเกินร้อย
ช่วงเวลานั้นความสุขมันแทบจะล้นออกมา
แต่แล้ววันหนึ่งความฝันที่ใกล้ความจริงเข้ามาทุกที
มันสลายไป ทุกอย่างเป็นแค่ภาพลวงตา
ความรู้สึกนี้ยากจะบรรยายและปกปิด
น้ำตาชะล้างทุกสิ่งไป
ความสุข ความมั่นใจ
ความมุ่งมั่นและความฝัน
หายไปพร้อมกับน้ำตา
โอกาสสุดท้ายผ่านไปแล้ว
เวลาเลยผ่าน ควมฝันไม่อาจหวนคืน
ไม่อยากหยุดฝัน แต่ก้อต้องหยุด
เพราะมันหมดโอกาสแล้ว
เราไปไม่ถึง...ขอบฟ้า ดังใจหวัง
ได้แค่ก้มหน้ายอมรับมัน
มันแก้ไขไม่ได้แล้ว
ทั้งหมดในข้างต้นมันคือชีวิตจริงของกรู
หลังจากกลับไปเข้าค่ายโอลิมปิก
ก้อกลับมาด้วยความผิดหวัง ตกรอบเดิมอีกแล้ว
โอกาสสุดท้ายที่จะได้เรียนฟิสิกส์ต่างประเทศก้อหมดไป
ปีที่แล้วตอนตกรอบนี้ปลอบใจตัวเองว่า
ปีหน้ายังมีเราต้องทำได้
ปีนี้ทุกครั้งที่พลาดหวังจากการสอบทุน
ยังยิ้มได้เพราะ คิดเสมอว่ายังมีโอลิมปิก
แต่ตอนนี้หละจะปลอบยังไง จะยิ้มได้ไง
หลังผลหมอออก
กูติดศิริราช ก้อภูมิใจนะที่กรูทำได้
สามารถเข้าคณะชั้นยอดของประเทศได้
แต่มันไม่ดีใจเลย
จะเรียนอะไร
หมอศิริราช กะ วิศวะฯ จุฬา
คณะชั้นยอดของประเทศไทยทั้งสองคณะ
กูภูมิใจนะที่มีโอกาสเป็นผู้เลือกสองคณะนี้
แต่ที่ที่กูอยากเรียน
กูกลับไม่ได้เป็นผู้ถูกเลือก
หมอศิริราช กะ วิศวะฯ จุฬา
ซับน้ำตาแห่งความผิดหวัง
ได้เหรอ
บางคนอาจด่ากูอยู่ว่า
ได้ที่เรียนขนาดนี้แล้วจะบ่นอะไรอีก
มึงต้องแยกให้ออก
ระหว่างวามดีใจ
กับความภูมิใจ
โอลิมปิกเอาหลายอย่างไปจากกู
ก่อนไปเข้าค่ายกูพลาดหวังจากทุนไทยพัฒน์
แต่กูก้อตัดสินใจไม่ไปสัมภาษณ์ทุนวิทยุการบิน
เพราะวันสัมภาษณ์มันใกล้วันสอบโอลิมปิก
ระหว่างค่ายกูสละสิทธิ์ไปสัมภาษณ์JSTP
เพราะไม่อยากขาดเรียน
กูไม่ได้ไปเที่ยวห้องกะเพื่อนๆ
กูไม่ได้ทำค่ายบำเพ็ญประโยชน์
กูไม่ได้ร่วมงานกีฬาสี 2 ปี
(ความผิดโอลิมปิกปีนึง อีกปีกูสแล๋นไปเกาหลีเอง)
กูไม่ได้อ่านหนังสือเพื่อ O-Net และ A-Netอย่างเต็มที่
(ติดศิริราชดวงล้วนๆ)
กูไม่ได้ใช้ชีวิตหนุกหนานอย่างเด็กม.ปลายทั่วไป
และ.....(บางคนอาจรู้ว่าอะไร)
ToT
สิ่งที่ได้กลับมาคือ
เหรียญเงินหนึ่งเหรียญ
ความรู้ทางฟิสิกส์มหาศาล ที่ไม่รู้ว่าจะได้ใช้อีกเมื่อไร
เพื่อนเก่งๆอีก 10 กว่าคน
ความทรงจำดีๆในค่าย
เบี้ยเลี้ยง ขนมและอาหารแสนอร่อยระหว่างค่าย
ความสุขชั่วระยะเวลาหนึ่ง
และ
ความเจ็บปวดแสนสาหัสในขณะนี้
จะว่าคุ้มก้อคุ้มมากๆ
จะมองอีกมุมก้อไม่คุ้มเลย
มันอยู่ที่เราจะมองด้านไหน
กูมองทั้งสองด้านเลย
เหอๆ
ตอนนี้จิตใจเลยว้าวุ่น
กูคงจะเรียนศิริราชนะ
อย่างน้อยก้อได้เป็นหมอ
เหมือนที่เคยอยากเป็นตอนอยูม.ต้น
มีรุ่นพี่คนนึงเคยบอกกูว่า
เลือกวิทยาฯมันอุดมการณ์มากเกินไป
เลือกหมอสิ เพราะเราต้องอยู่บนโลกของความจริง
ในเวลานั้นกูคัดค้านอย่างรุนแรง
เพราะกูคิดว่า อุดมการณ์กินไม่ได้แต่อร่อย
มีเพื่อนคนนึงพยายามเตือนสติกูว่า
อุดมการณ์อร่อยแต่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ
ตอนนั้นกูมองว่า
แค่อร่อยไม่พอเหรอ
แต่ตอนนี้กูขอทบทวนดูว่า
สิ่งที่อร่อยแต่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ
มันโอเคมั้ยสำหรับเรา
ความอร่อยอาจแค่ภายนอก
ไส้ในขมหรือป่าวเราไม่รู้
ข้างในอาจจะหวานมาก จนเราเป็นเบาหวาน
หรือหวานพอมีความสุข
การเข้าไปในศิริราช
ถ้ากูยังเลือกอุดมการณ์อยู่
MD.Ph.D.
คือคำตอบของชีวิตกู
ต้องทำให้ได้
แต่ถ้าตอนนั้นกูต้องการคุณค่าทางโภชนาการ
MD.Ph.D.ก้อไม่ใช่
โรงพยาบาลเอกชนคือ คำตอบ
แล้วค่อยคิดอีกที
นอกจากนี้ กูคิดอยู่ว่า
กูวนเวียนดูความเป็นไปของ
วงการโอลิมปิก
ดีมั้ย
ไปช่วยติวรุ่นน้อง
ติดตามข่าวสารต่างๆ
หรือจะพ้นๆจากมันไปซะ
เผื่อจะลืมมันได้
จะได้ไม่ต้องเศร้าอีก
ช่วงนี้ชีวิตก้อไม่มีอะไร
ตื่นเช้ามานั้งเล่นเกม
ดูทีวีจนดึก
แล้วก้อนอน
ชีวิตไร้สาระไปวันๆ
บางวันก้อออกไปเดินเที่ยวข้างนอก
หาเรื่องใช้ตังค์
แต่มันก้อเท่าน้น
ไปละ
แล้วพบกันแม้ชาติไม่ต้องการ
เศร้า!โว้ย.............
3/5/2007 Next chance is last chance!!!เห้อ ชีวิตมันน่าเศร้า
หลังจากดีใจได้แป๊บนึง
ว่าติดสัมภาษณ์ไทยพัฒน์
สุดท้ายก้อไม่ได้เป็นตัวจริงToT
แล้วกุจะทำไงวะ
ชีวิตนั่งเซ็งอยู่พักนึง
แต่เซ็งได้ไม่นาน
ก้อต้องเตรียมตัวสอบ A-Net
ก่อนสอบA-Net ก้ออ่านนิดเหน่อย
ทวนสังคม อ่านเคมี ชีวะ ภาษาไทย
สำหรับภาษาอังกฤษ กูcycad ไปแล้ว
เลขก้อกะวัดดวง
ถึงวันสอบ...
วิชาแรก สังคม--> ก้อพอไหวอะ วิเคราะห์ สะใจมาก
ต่อมา คณิตศาสตร์ --> ข้อสอบอะไร"ง่าย"อย่างงี้ 35 ข้อ
ให้เวลาตั้งสองชั่วโมง เต็มชัวร์เลย
คือ คนออกข้อสอบอาจคิดว่าให้เวลาทำสามชั่วโมงมั้ง
ภาษาอังกฤษ --> ก้อถูๆไถๆไปเรื่อยๆ เหอๆ
วันต่อมา เจอวิทย์กะไทย
วิชาวิทยาศาสตร์ มีข้อสอบ 3 ตอน
ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ให้ตอนละชั่วโมง
ส่วนแรก ชีวะ
มั่วได้มันมาก วิชาถนัด
ส่วนที่สอง เคมี
คือ 40 ข้อนี่น้อยไปปะ
ปีหน้าขอ 100 ข้อเลย
ส่วนที่สามฟิสิกส์
ก้อถูๆไถๆ
ให้ตายจำสูตรไม่ได้
นั่งพิสูจน์ในห้องสอบ
เลยไม่ได้ตรวจทานเลย
และวิชาสุดท้าย ภาษาไทย
เหอๆ มันจิงๆ เลย
วรรณคดี 20 ข้อ
เอาบุญเก่าที่เคยอ่าน
อิเหนา สามก๊ก ขุนช้าง-ขุนแผน
มาตอบ ที่เหลือก้อมั่ว
ส่วนที่เป็นหลักภาษาก้อซาดิสต์ดี
ทำจนปวดหัวเลยเหอๆ
ถ้ามีสอบTOEFL ภาษาไทย
กูจะได้เท่าไรวะ
และรายการต่อไปคือเข้าค่าย
ครั้งนี้เป็นโอกาสสุดท้ายแล้วที่จะชิงทุน
ถ้าพลาดก้อ ToT จบกัน
เห้อ เครียด
เครียด
และ
เครียด
ไปแดกโจทย์แล้ว เครียด ว้อย........... 2/25/2007 O-NETคงมีไม่กี่คนที่เชื่อว่า
กรูจะตั้งใจสอบO-NET
ในความจริงแล้วนั้น
มัน.....
เริ่มจากวันศุกร์ที่ 23 กุมภา
เวลา 9 โมงกว่าๆ
กูรู้ว่าสอบO-NET ต้องใช้บัตรประชาชนด้วย
เหอๆ เลยต้องบึ่งไปสสวท.
เพื่อคืนหนังสือจะได้เอาบัตรคืน
หนังสือเล่มนั้นเพื่อนๆในค่ายคงรู้ดีว่าเล่มไหน
กรูเอาบัตรประชาชนกรูไปเป็นตัวประกัน
เพื่อเอามันออกมาซีรอกซ์
เจ้ากรรมเสร่อได้หนังสือคืนจากร้านซีรอกซ์ในวันเสาร์
ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของค่ายมกรา
และกรูจะบอกว่า "ห้องหมุดมันปิด"
ด้วยกรรมทั้งหมดทำให้กรูต้องเสียตังค์ไปจำนวนหนึ่ง
เพื่อไปสสวท. พอถึงสสวท.ก้อเอาบัตรคืนได้
ไม่โดนปรับหวะ ดีใจ
กรูเลยถือโอกาสอ่านหนังสือในห้องมุดสสวท.ซะเลย
คือ เสียค่ารถแล้ว ขอนั่งนานหน่อย
พอเย็นๆก้อกลับโรงเรียน
ถึงโรงเรียนก้อทานโจทย์อังกิดกะสังคมที่เป็นข้อสอบเก่า
อังกิดทำได้น้อยสาด
สังคมคะแนนดีหน่อย
จากนั้นก้อนอนและนอน
ตื่นมา 24 กุมภา เกือบๆ8 โมง อาบน้ำ แปรงฟัน ลงหอ แล้วเข้าห้องสอบเลย
สังคม: ข้อสอบเป็ดมาก ไม่รู้จะพูดไง สุดยอด จะได้กี่คะแนนวะกรู
ภาษาอังกฤษ: ค่อยโอเค ไม่โฉดอย่างที่คิด
เลข: กรูพลาดไปข้อนึงแล้วอ่า ลบเลขผิด เศร้าเลย เสียดายมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
สอบเส็ด 5 โมงเย็น
มีประชุมเลี้ยงห้อง
ไปกินหมูกระทะหน้าโรงเรียน อ.กันธนากร ไปด้วย
ระหว่างกินก้อเม้าท์โน่นๆนี่ๆ เรื่อยเปื่อย
ทำยังกะว่าวันรุ่งขึ้นไม่มีสอบ
กินกันฉิบหาย เยอะจิงๆ
ถึงโรงเรียนเกือบสองทุ่ม ทานโจดภาษาไทยกะวิทย์
ไทยคะแนนกลางๆ วิทย์คะแนนดีมาก
เรียบร้อยแล้วก้ออ่านหนังสือทบทวนนิดหน่อย
แล้วนอน
ตื่นสายเช่นเคย วันนี้สอบอีก
วิทย์: กรูผิดโง่อีกละ เส้าเด็กโรงเรียนวิดยาสาด ผิดควายชะมัด
ไทย: ก้อเรื่อยๆ ความรู้สึกเหมือนทำโจทย์ที่ดาวองก์เลย เหอๆ
สอบเส็ด กรูก้อเล่นเกม เล่นเกมและเล่นเกม
DOT A 2 เกม
PES อีกหลายเกม
กรูเล่นเกาหลีใต้ได้แชมป์โลกแล้วเว่ย
ชนะอังกิด 2-0 ชนะ ยูเครน 4-0 และเตะโทษชนะบราซิล
สะใจสาด
ไปนอนละง่วง 2/19/2007 The Ending is the Beginningเมื่อวันศุกร์
เป็นวันสอบวันสุดท้าย
แม่งสอบเลขกะชีวะ
เลขระหว่างเทอมเสียคะแนนไปมาก
ปลายภาคไม่รู้จะถูกกี่ข้อ
จะได้เกรดสี่มั้ยวะ
ชีวะก้อถูไถไป
อาจารย์กรุณาเถิด
เน่ๆ ตอนบ่ายสอบไอคิว
ข้อสอบเดิมกะตอนสอบเข้า
กลัวไอคิวต่ำลงหวะ
ต่อด้วยสอบความสนใจทางอาชีพ
เหอๆ มีอาชีพแปลกๆมากมายให้เห็น
เช่น
ผู้ให้คำปรึกษาเรื่องการแต่งงาน
คนขี่วัวไปตีตรา
ผู้คุมนักโทษในเรือนจำ
คนรับใช้
เหอๆ
จากนั้นซ้อมรับใบจบ
ละก้อพิธีบายศรี
เห้อ... จบม.ปลายแล้วเหรอ
สามปีผ่านไปเร็วจัง
มีเพื่อนๆหลายคนที่เรายังไม่ได้คุยด้วย
แต่เราเชื่อว่าเราจำทุกคนได้
งานบายศรีก้อซึ้งอะ
ทำให้เรารู้สึกว่าชีวิตลัลลาของเราหมดแล้ว
ต่อไปต้องเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น
จากนั้นก้องานวันนัยความทรงจำ
การแสดงของห้องเราก้อผ่านไปด้วยดี
แต่การแสดงชุดหลังๆโดนตัด
เพราะผู้มีอำนาจสั่งยกเลิก
เหอๆ
ความรู้สึกก้อจะเซ็งหรือซึ้งดีอะ
ทำไมวันนัยความทรงจำต้องเป็นอย่างนี้
แล้วทำไมต้องมาเป็นที่รุ่นเรา ToT
ขอบคุณ
น้องจูนหลานรหัสที่น่ารัก สำหรับวิทยุหมูจุ้มปุ๊ก คือมันเจ๋งมากๆเลยอะ
จิมวย สำหรับปากกาParker มันเขียนดีมากเลยอะ เส้นชัดกว่าหมึกซึมที่กรูมีอยู่อีก
น้องโอ เจ้าพ่อหนัง.... สำหรับกระเป๋าตังค์ มันสวยดีอะ
ตอนเขียนเฟรนชิปเหนื่อยมั้ยกับการเปลี่ยนสีปากกา
น้องพราว เฟรนชิปเขียนน่ารักมากๆ
โมโม่ คิดได้ไงE=mc^2
ปลื้ม กะโอ๊ค ด้วยที่เขียนมาให้
น้องpoky acid ถึงพี่จะเจอหน้าน้องไม่กี่ครั้ง แต่ก้ออุตส่าห์เขียนมาให้
เหนือสิ่งอื่นใดๆ ขอบคุณทุกคนที่มอบความทรงจำดีๆให้ตลอดเวลาในรั้วมหิดล
สำหรับเพื่อนๆ6/1
อีฟ>> เป็นคนดีมากเลยอ่า ดีกะเรามาตลอดเลย เป็นเด็กกรุงเทพที่เหน่อเสมอต้นเสมอปลาย
บี>>แกเป็นเพื่อนที่ดูเป็นมิตรดี
อุ๊>>ฟอสซิลประจำห้อง แกเป็นป้าที่คอยจัดการแสดงสุดอลังการได้เสมอ
แป้ง>>แกเก็บตังค์ห้องได้โหดดี
เบน>>เราอยากหลับได้เหมือนแกอะ แบบอาจารย์จับไม่ได้อะ
อ๋อ>>แกเป็นผู้หญิงที่เล่นกีฬาเก่งมาก ตลอดสามปีแกดีเสมอต้นเสมอปลายมากเลย
โซ่>>แกอยู่อเมกาอะ แต่ก้อบานตลอดเลยแกเป็นคนดีมากๆเลย
แพร>>แกดูสวยนะ(จากข้างหลัง) เหอๆ แกฮาดีอะ
อ้อ>>แกเป็นกุลสตรีมากที่สุดในห้องเลยนะ
ฟาง>>ฟางแรงแบบเงียบๆอะ พูดไม่ถูกเหมือนกัน แต่เรารู้จักกันตั้งแต่ค่ายสองละนะ
เกด>> เราไม่ค่อยได้คุยกะแกเลยอะ แต่แกก้อเป็นคนที่ดูหนุกหนานดี
มล>>แกเป็นคนตรง ละก้อดีมากๆเลยอะ
ก๊อก>>กูเจอมึงตั้งแต่ค่ายสองอะ มึงเป็นคนแรกๆของรุ่นเลยที่กุรู้จัก มึงแนวดีจิงๆ จะว่าไปกูเห็นหน้ามึงบ่อยสุดในห้องเลย
เอ>>มึงเป็นคนเดียวในห้องมาจากโรงเรียนคริสต์เหมือนกุ แต่มึงใส่กางเกงดำอ่า
อาร์ต>>ได้แรดเงียบ อ้วน ขี้เกียจ ไอ้หมอศิริราช แกเป็นเพื่อนที่ดีมากๆเลยอะ
แบงค์>>มึงนิสัยดีอะ ตูดกะคางใหญ่ด้วย เหอๆ
ปาล์ม>>มึงแอบแรงนะ ชอบอัพด้วย
ไบร์ท>>บางทีกูเล่นแรงไปก้อโทดทีนะ แต่บางเรื่องมึงควรปรับตัวอะ
กันย์>>ทำไมแกแรงได้ถึงเพียงนี้ อยากรู้จิงๆ
ไกด์>>ถ้ามึงกะกันย์อยู่ด้วยกันนะ ......
ตั้ม>>มึงเน่ดีมากๆเลยอะ บางทีกูว่ามึงดีเกินไปนะ หัดเชี่ยบ้างดิ
ไปป์>>แรกๆมึงเงียบ หลังๆเริ่มแรง มึงเป็นเพื่อนที่ดีหวะ
นิกส์>>คิวบิกมึงแนวเนอะ มึงเป็นเพื่อนที่ดีมากๆแต่มึวก้อเพี้ยนมากๆ เหอๆ
พี่มาศ>>ดัใจที่เจอพี่มาศในงานวันนัยความทรงจำอะ อุตส่าห์กลับมา
น้องแม็ค>>น้องรหัสที่โกอินเตอร์ไปแล้ว น้องเป็นน้องรหัสที่ดีมากๆเลย ไว้เจอกันนะ
พี่กร>>พี่รหัสที่เปลี่ยนแฟนบ่อยมาก ดีใจนะครับที่ได้เป็นน้องรหัสพี่
พี่มะปราง>>ย่ารหัสสุดประเสริฐ ดีใจมากๆเหมือนกันที่เป็นหลานรหัสพี่ ไม่เจอพี่นานมากๆแล้วอะ
พี่หลอย>>ได้เห็นหน้าพี่แค่ไม่กี่ครั้งเองอะ จะเจอกันอีกทีเมื่อไรเนี่ย
น้องจูน>>หลานรหัส ได้ยินมาว่าน้องเก่งมากๆเลย โชคดีนะครับ ไว้จะกลับมาเยี่ยมในช่วงว่างๆ
และที่ผมมีวันนี้ได้ต้องกราบขอบคุณ
อาจารย์โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ทุกคนที่ได้พร่ำสอนผมมา
หากไม่ได้อาจารย์หล่อหลอมผมมาสามปี
ผมคงไม่มีวันที่สดใสได้
นอกจากนี้ผมขอขอบคุณ
พี่เพชร>>พี่สอนผมตั้งแต่ตอนม.4 ถึงพี่จะไปอังกฤษพี่ก้อยังให้คำปรึกษาผมเสมอ
พี่ตี๋>>พี่ชายที่แสนดี ถ้าไม่มีพี่ ผมคงไม่ได้มายืนตรงนี้ ถึงพี่จะอยู่อเมริกาแต่ก้อยังคอยแนะนำผมอยู่เสมอ
เจ๊รักษ์+เจ๊โดม>>ขอบคุณที่พี่ให้คำแนะนำผมหลายเรื่องมากๆ
เอาละต่อไปขอเล่าเรื่องชีวิตตอนสอบสัมภาษณ์
ก่อนไปกูเครียดมาก นอนไม่หลับเพราะยุงเส็งเคร็งคอยบินก่อกวนอยู่
ตื่นมาก้องัวเงียหน่อยๆ
การเดินทางไปสัมภาษณ์ที่ก.พ.ไปกะ ทิพย์ แม็ค ละก้อ แคลร์
ทิพย์กะแม็คสัมภาษณ์ไทยพัฒน์ สายศิลป์ ไปจีน
แคลร์ก้อสัมภาษณ์ไทยพัฒน์สายศิลป์ แต่ไปยุโรป
เราสัมภาษณ์ไทยพัฒน์สายวิทย์ ถ้าได้จะไปญี่ป่น
การสัมภาษณ์ เริ่มจากทำข้อสอบEQ
เขียนESSAY เรื่อง
Parent should be response for children until they reach the age of eightee. Do you agree with this statement?
ให้เวลา 20 นาที กูก้อเขียนไปยาวเหมือนกัน(น้ำท่วมทุ่ง) เหอๆ
จากนั้นก้อให้สัมมนากลุ่มเรื่องนี้
ทุนที่เราสัมภาษณ์ก้อมี กอล์ฟ/4 ไนซ์/4 ปอ/10 นิว/5 ละก้อเรา
การสัมมนาบรรยากาศเหมือนคาบสังคมเลย เหอๆ
ถึงเวลาสัมภาษณ์ ปีนี้กรรมการไม่กดดันเลย
ทำหน้าตาใจดีให้ด้วย
เย่ๆ รู้สึกดีมากตอนสัมภาษณ์
บทสัมภาษณ์มีประมาณนี้ หวังว่าจะมีประโยชน์กับรุ่นน้องรุ่นต่อไป
แต่รู้สึกว่าตอนพูดภาษาอังกฤษ น้ำท่วมทุ่งมากเลยอะ
ไม่ค่อยคมเลยToT
เราบอกเขาว่าอยากไปเรียนnanomedicine
และตอนนี้ก้อทำโครงงานเรื่อง The equation of blood flow in Aorta อยู่
แล้วก้อโม้โครงงานให้ฟัง
แล้วก้อถามว่าอยากไปเรียนไหน ก้อตอบไปว่า
Tokyo University of Science เพราะ Prof. Norio Tanigushi
ผู้ริเริ่มคำว่าnanotechnology อยู่ที่นั่น
แล้วกรรมการก้อถามว่าแล้วที่เขียนมาในใบสมัครว่าถ้ามีโอกาสจะไป MIT CALTECH อะไรพวกนี้คิดยังไง
ก้อตอบว่า คงจะเป็นปริญญาเอกครับ
เพราะ Richard Feynman ก้อเป็นคนแรกที่พูดถึงความเป็นไปได้ของnanotech เขาเคยสอนที่CALTECH
และที่CALTECHก้อวิจัยด้านนี้
แต่ตรี-โทอยากไปTokyoมากกว่าจะได้ศึกษาตั้งแต่รากฐานของนาโน
จนถึงการประยุกต์อย่างหลากหลายในปัจจุบัน
นอกจากนี้ยังถามต่อว่า แล้วมีประเทศสำรองในใจมั้ย ถ้าได้ทุนนี้แล้วไม่ได้ไปญี่ปุ่น
เราก้อตอบว่า
คงจะเป็นเกาหลีใต้ เพราะเทคโนโลยีเขาก้าวหน้ามากในตอนนี้
ประกอบกับผมทึ่งในการพัฒนาอันรวดเร็วของเขา
หลังจากสงครามเกาหลีในปี1953 ที่เขาไม่มีอะไรเลย
เวลาผ่านไปแค่ 50 กว่าปี เจริญได่ถึงเพียงนี้
สำหรับมหา'ลัยคงเป็นPOSTECH ที่เขามีงานวิจัยด้านนี้อยู่
แต่อย่างไรก้อตามก้อยังคงเป็นรองTokyo University of Science อยู่
แล้วเขาถามว่าเรียนจบจะทำงานบริษัทมั้ย
ก้อตอบว่า
ผมตั้งใจที่จะรับราชการครับ
ผมจะนำความรู้ที่ได้มาด้วยเงินภาษีราษฎรประชาชนไทย
มาทำเพื่อพวกเขาอย่างเต็มที่
ด้วยความพยามของผม ผมมั่นใจว่าผมทำได้
นอกจากนี้เขาถามว่าที่ มหิดลมีแต่เด็กเก่งๆ แล้วแข่งกันมั้ย
เราก้อตอบว่า
ไม่ครับ ต้องเรียนแบบช่วยกัน เราอยู่ด้วยกันทั้งวันทั้งคืน ถ้าแข่งกันคงจะสติแตก
กรรมการก้อหัวเราะ (เหอๆ ขำเฉยเลย)
เขาก้อบอกว่าเขาเคยมาทำวิจัยสอบEQครูที่โรงเรียนเรา
รู้สึกว่าครูที่โรงเรียนเราจะเครียดมากเลยนะ
ผมก้อยิ้มๆ
เขาก้อถามต่อว่าที่โรงเรียนมีการจัดอันดับกันมั้ยว่าใครเก่งกว่า
ก้อตอบอย่างมั่นใจเลยว่า
ไม่ ครับ ผมคิดว่าการสอบแต่ละครั้ง การที่ได้คะแนนมากน้อย
อยู่ที่จังหวะและโอกาส
ขี้เกียจพิมพ์ละ น้องๆที่อยากได้บทสัมภาษณ์อย่างละเอียดก้อบอกมา เด๋วจะส่งไปให้
สัมพาดครึ่งชั่วโมง
แล้วก้อกลับบ้าน ไปรับแต๊ะเอีย
รวยเลย+5555
ยังไงก้อตามการจบม.ปลาย มันเป็นแค่การเริ่มต้นเท่านั้น
ชีวิตยังอีกยาวไกล
มีอีกหลายอย่างที่ต้องทำ
และสำหรับเพื่อนๆทุกคน อย่าลืมกันนะ เรารักพวกแกมากๆเลย MWIT#14
กุไปทำงานละ
จะสอบO-NETแล้ว ไปอ่านหนังสือดีก่า 2/14/2007 Valentine???เน่ๆได้ข่าวว่าวันนี้วาเลนไทน์อะ
คนโสดมักพูดว่าวันวาเลนไทน์ก้อแค่วันธรรมดาวันนึง
เหอๆ แต่วาเลนไทน์นี้ของกรูไม่ธรรมดาหวะ
เพราะ
...
มันตรงกับการสอบปลายภาค
วันวาเลนไทน์นี้กรูต้องนั่งวิเคราะห์เรื่องสงครามอาหรับ
ต้องวิจารณ์ทักษิโณมิกส์
ต้องสอบเรื่อง งูๆ
กูจะบอกว่าไอ้ข้อที่ถามเกี่ยวกะงูเนี่ย
ทำไมมันง่ายอย่างเน้ ToT
ช่างเป็นวาเลนไทน์ที่ประเสริฐแท้
เมื่อวานเป็นวันเรียนวันสุดท้ายแบบจริงๆละ
คาบสุดท้ายของม.ปลายคือ
คาบพละต่างหาก สอนโดย อ.หนุ่ย
คือทีแรกนึกว่าไม่ต้องเรียนแล้ว
แต่มีคนบอกให้ไปเรียน กูเลยไป
คาบนี้ไม่มีไรมากก้อเตะบอล เหอๆ
แมตซ์นี้ได้ โนบิ นักเตะจากญี่ป่นมาร่วมเล่นกะทีมเราด้วย
คือว่า โนบิ เนี่ยเคยมาโรงเรียนเราในฐานะนักเรียนแลกเปลี่ยนเมื่อเทอมก่อน
แต่เผอิญติดใจเลยมาอีก มาแบบส่วนตัว
กะเพื่อนๆอีกสองคนซึ่งก้อเคยมาเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนเช่นกัน
.....
นี่แหละ amazing MWIT ติดใจอะไรกันวะ อยากรู้อ่า
พูดถึงคาบพละต่อ คาบนี้เป็นการเตะบอลกะเพื่อนๆ 6/1 ครั้งสุดท้ายแน่เลย
เพราะเราคงไม่อุตรินัดกันมาเตะบอลทั้งห้องอีก
เกมส์นี้เป็นการปิดฉากที่สวย(สำหรับทีมเรา)มาก เพราะชนะไป 6-0
ทั้งนี้ฝีมือท่าน"คิวบิก" คนเดียว 4 ลูก
วันนี้นายคมมาก
ปกติคิวบิกจะเป็นผู้รักษาประตู
ครั้งนี้ขึ้นมาเล่นหน้าแล้วก้อยิงเอายิงเอา
....
กุยิงได้แค่ลูกเดียวเอง
คือแบบเล่นเอามันเกิน ยิงซี้ซั้วทิ้งขว้าง
เหอๆๆๆๆๆ แต่กูก้อช่วยขึ้นเกมมากเลยนะเฟร่ย
ที่สำคัญกูassit ตั้งหลายลูก
....
เอาเหอะ สรุปแล้วคือยิงได้แค่ลูกเดียว
แก้ตัวซะยาว
โนบินี่ก้อสุดยอด ตัดเกมได้เจ๋ง
เติมเกมก้อดี เสียดายที่ยังยิงไม่ได้
เพราะ เจอกองหลังชาวญี่ปุ่นด้วยกันคอยสกัดไว้
จะบอกว่าเกมนี้ ไกด์ ไปป์ และ อ๋อเจ๋งมาก เซฟไว้หลายลูก
ยิ่งป๋าวิชชานวยแล้วเนี่ยเจ๋งเป็นบ้าเลย
ไกด์แกก้อยิงไปลูกนึงนี่หว่าถ้าจำไม่ผิด
ส่วนคุณก็อกและตั้มก้อสุดยอดปีก ยิ่งตั้มแล้วเนี่ย
STAMINA มึง 100 หรือไงวะ
วิ่งไม่ยอมเหนื่อย
แล้วคาบสุดท้ายก้อผ่านไป
.
.
.
มะรืนนี้ก้อสอบอีก
เลข ชีวะ และเชาวน์ปัญญา
ถ้า IQ กุต่ำกว่าตอนสอบเข้าจะทำไงดีวะ
ยิ่งโง่ๆอยู่ช่วงเน้
เน่ๆ มะรืนนี้มีงานวันนัยความทรงจำด้วย
แต่วันรุ่งขึ้นกุต้องไปสัมภาษณ์ต่อ เหอๆ จะรอดมั้ย
โชคดีที่ Portfolio เสร็จไปแล้วส่วนนึง
จึงเหนื่อยน้อยหน่อย
วันนี้กุไปเซนฯ ปิ่น มาด้วย
ไปกะมลและแรด
ไปซื้อของให้หลานรหัส
จะเป็นอะไรนั้นยังไม่เปิดเผย เหอๆๆ
ละก้อไปกินKFCมา
มื้อเย็นกูเลยมีแต่ไก่และไก่
กลับถึงโรงเรียนก้อทุ่มนึง
รู้สึกว่าจะจบแล้วยังทำตัวเชี่ยๆ อยู่เลย
อาร์ตแกไปศิริราชแล้วจะโดดหอหมอมั้ยวะ
มลแกบอกจะอยู่หอนอก
เพราะแกไม่อยากให้คนตราหน้าว่าโดดหอใช่มะ
แม้ว่าจะกลับถึงหอตีสามตีสี่ก้อตาม
และกุก้อไม่เข้าใจว่า
กุมานั่งอัพสเปซทำไม
ทำไมไม่ไปอ่านหนังสือวะ
เลขจะรอดมั้ย
ชีวะจะได้เท่าไร
IQ จะเป็นยังไง
และเสาร์นี้จะทำไงดี
.
.
.
สุดท้าย กุขอฝากเพลงนี้ไว้ละกัน
สำหรับเพื่อนๆทุกคนที่กำลังเครียดเช่นเดียวกะกรู
สู้ๆนะครับ
ชีวิตมันต้องเดินตามหาความฝัน หกล้มคลุกคลานเท่าไหร่
มันจะไปจบที่ตรงไหน แต่จะยังไงก็ต้องไปให้ถึง ที่สุดถ้ามันจะไม่คุ้ม แต่มันก็ดีที่อย่างน้อย ได้จดจำว่าครั้งนึงเคยก้าวไป แค่คนที่เชื่อในความฝัน จะเหน็ดจะเหนื่อยก็ยังต้องเดินต่อไป "อย่าปล่อยให้ฝันหลุดมือ"
กุไปดีกว่า
จะฟิตแระ
ปล. พึ่งได้รูปค่ายคัดเลือกเมื่อปีนู้น... ตอนกุเป็นพี่กลุ่มคู่กะแนนมา
รวมถึงรูปที่ไปรัสเซียด้วย ก้ออัพขึ้นแล้วนะ
ขอบคุณแนน กะอ.สุรเชษฐ์มากๆเลยครับ
ที่เก็บรูปไว้ให้
2/12/2007 In Progress!!เน่ๆ เวลาสามปีผ่านไปเร็วเหมือนโกหกเลย
แป๊บเดียวก้อจะจบ ม.ปลายละ
ถ้าจำไม่ผิดคาบแรกในม.ปลาย ของเราคือ วิชาคณิตศาสตร์ วันที่ 10 พฤษภาคม 2547 เริ่มเวลา 8.00น.
เรียนเรื่อง เซต สอนโดย อ.อนุพงศ์
และคาบสุดท้ายของม.ปลายคือ วิชาภาษาอังกฤษ วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2550 จบเวลา 14.20 น.
ในคาบเน้ อ.พยุงศักดิ์ ทำแบบทดสอบภาษาอังกฤษ
เออ...เรียน พวกเพื่อนๆที่แสนจะรักของกระผมทั้งหลาย
เฟรนชิปของกระผมอยู่ที่ใคร ช่วยๆรีบๆเขียนกันหน่อยดิ นะๆๆๆๆ
เด๋วจะหายไปซะก่อน
วันนี้กุยังไม่เขียนอะไรซึ้งๆนะ เพราะยังไม่ใช่วันสุดท้ายของม.ปลาย จิงๆ
ที่สำคัญเด๋วโดนด่าว่า "เสี่ยว"
ก่อนอื่นขอบ่นก่อน วิถีชีวิตช่วงนี้ค่อนข้างไม่ลัลลาเลยหวะ
ตื่นเช้ามาก้อต้องอ่านหนังสือ
กุเพิ่งรู้ตัวว่าจะสอบ O-NET A-NET แล้ว
แต่กุยังมีแต่ขี้เลื่อยในสมอง เห้อ.....
ได้ข่าวว่า O-NET แมร่งให้สอบชาติละครั้ง
ถ้ากุได้ศูนย์มันจะเป็นตราบาปของกุตลอดชาติมั้ยอะ
ที่สำคัญการสอบคัดผู้แทน แมร่งก้อใกล้เข้ามา...
โจทย์ยังแดกซ์ไม่อิ่มเลย
จะได้มั้ยเนี่ย
อย่างไรก็ตามกุก้อมีเรื่องน่ายินดีกับเขาเหมือนกันนะเฟร่ย
ประการแรก โครงงานกุเข้าเล่ม และส่งแล้ว เหอๆ ผ่านไปด้วยดี
สมการการไหลของเลือดในเส้นเลือดแดงใหญ่
ทำเอากูรากเลือดมาเป็นเดือนเลยเมิง
ประการที่สอง กุติดสัมภาษณ์ทุนไทยพัฒน์ ดีใจหวะ
แล้วกุจะผ่านสัมภาษณ์มั้ยวะ
ดังนั้นช่วงนี้กุต้องทำ portfolio เพิ่มเติม
ผลงานสมัยเด็กๆขุดมาให้โหมะ ตอนโตๆผลงานน้อย
ยิ่งโตยิ่งโง่!!!
เออ...ใช่ มะรืนสอบปลายภาค ฉิบหายแล้วไง
กุตั้งใจเรียนมาทั้งเทอมซะด้วย
แล้วเราจะรอดมั้ยเนี่ย
MWPY ชุมนุมที่กุฟื้นฟู เพื่อหาเหาใส่หัวกุเอง
ทำไมกุต้องหาเหาใส่
มีเหาในหัวดีกว่าสมองกลวงหวะ กุว่านะ
คือว่า ชุมนุมนี้ตอนแรกจะทำรวมโจทย์ สุดท้ายไม่ถึงฝั่งฝัน
ทำได้แค่วรสารน้อยๆ 3 ฉบับ ที่โคตรเป็นที่นิยม
โดยเฉพาะในม.6
สำหรับเล่มสามนี้ กุโรเนียวมา 300 เล่ม
คือตอนโรเนียวลืมคิดว่าใครจะเย็บ
และต้องขอขอบใจน้องมิวกะน้องตุงที่ใจปล้ำรับงานนนี้ไป
เหอๆ สุ้ๆคับ
ขอโฆษณานิดนึง เล่มสามโรมาเยอะมากๆใครยากได้มาขอที่เราได้เลย
เล่มนี้หนาที่สุดตั้งแต่เคยทำมา
อัดแน่นด้วยสรุปเนื้อหาเรื่อง โมเมนตัมกะการหมุนของม.4
เรื่องคลื่น ของม.5
และโจทย์เตรียมสอบ O-NET A-NET สำหรับม. 6
คอลัมม์โจทย์เตรียมสอบกุเขียนเองแหละ
ตอนเขียนกุไม่ซาดิสต์นะเฟร่ยลองเอาไปทำดูได้
นอกจากนี้ ยังมีบทสัมภาษณ์พี่เพชร กะบทความจากพี่ตี๋
และบทความน่าสนใจจากน้องเอิธ
มะรืนวันวาเลนไทน์หวะ
กุยังไม่รุ้จะให้ดอกกุหลาบใครดี
เหอๆถ้าคิดไม่ออกกุซื้อดอกบัวมาแจกเลยดีก่า
เหอๆ น่าจะมันสะจาย
กุว่ากุน่าจะเอาเวลาเขียนไดนี่ไปอ่านหนังสือหวะ
กุสำนึกได้ละ
กุไปอ่านหนังสือละนะ
บะบาย
1/22/2007 KHAO CHON KAI: Military field trainingเช้าวันอาทิตย์ที่ 14 มกราคม 2550 เวลา ตี5 ได้ตื่นขึ้นพร้อมกับความงัวเงียเดินเข้าห้องน้ำ อาบน้ำ แต่งตัว แล้วลงไปใต้หอเพื่อรอการเดินทางไปเขาชนไก่ กิจกรรมเริ่มเวลา 6 โมงเช้า เดินไปขึ้นรถหน้ามหาลัย เหนื่อยตั้งแต่เช้าเลยจากนั้นหลับไปบนรถจนถึงอนุสรณ์สงครามเก้าทัพ ได้ลงไปศึกษาดูงานนิดหน่อย
เด๋วมาอัพต่อ 1/11/2007 Is this my life? หลังจากกลับมาจากค่ายสสวท. สู่โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์อีกครั้ง
ประเดิมด้วยวันแรกวันที่ 8 มกราคม 2550 วันนี้โรงเรียนมีจัดงานปีใหม่ด้วย
บรรยากาศงานไม่ค่อยครื้นเครงแบบปีที่แล้วเท่าไร อาจเป็นเพราะรู้สึกปวดหัวระหว่างร่วมงาน
ให้ตายเถอะ ตอนใกล้ๆจบงาน ม.6 ที่แสดงดนตรีแบบวงสตริงอะ
ไปทำให้ผู้มีอำนาจไม่พอใจ ทำให้การแสดงต้องหยุดกลางคัน ด้วยความงุนงงของผู้ที่เพิ่งกลับมาว่า
มีการตกลงอะไรกัน????
หลังงานจบประมาณสี่ทุ่มกว่าๆขณะเล่นPro Evolution Soccer อย่างสนุกสนาน
ไอ้เชี่ยคุณจิรเมธก้อเดินมาบอกว่าถูก
ไอ้เหี้ยคุณนิกกี้ ชิมแปร๋นไซโค เลยไม่อยากไปแข่ง TUMSO
ก้อเลยต้องไปแข่งแทนตามระเบียบ
ต่อมาวันที่ 9 มกราคม 2550 ความซวยเกิดขึ้นแต่เช้า
เขานัดหกโมงครึ่ง ลงมาสายสิบนาที โดนด่าเรย..... แต่ยังมีคนสายกว่ากรู
คือ ซูลูจากสวาซิแลนด์
(ถ้าแมงปอไม่โทรตามนะ กรูก้อจะไม่รู้ตัวว่าต้องลงไปขึ้นรถแล้ว ยังคงก้มหน้าหาหูฟังต่อไป)
บนรถวันนี้เกิดอาการเมาค้างจากเมื่อวาน ปวดหัวชะมัด คิดในใจจะแข่งได้มั้ยวันนี้
ถึงเตรียมฯ มุ่งหน้าไปลงทะเบียนที่ใบรายชื่อ
ปลาบู่บอกให้สังเกตบางอย่าง โอ้...จอร์จ งานนนี้มีตัวละครลับมาแข่งด้วย
(รู้กันเองนะสำหรับก๋อย ปลาบู่ และโพ)
แต่ยังดีที่ตั่วเฮีย(หรือตัวเหี้ยฟระ)ไม่มา
มะงั้นมีปรากฎการณ์แฟมระเบิดแน่
ถึงเวลาแข่งก้อเข้าห้องสอบตามปกติ ให้ตายเหอะ มีคู่มือช่วยทำข้อสอบด้วย
คู่มืออธิบายของแปลกๆเช่น partial diff เป็นต้น
เห็นคู่มือก้อ.... ไม่ต้องสงสัยเลยว่าข้อสอบเป็นไง
พอเจอข้อสอบโอ้วใช่เลย ง่ายสุดๆ ง่ายมากๆ
โดยเฉพาะข้อที่หมีออกเนี่ย ง่ายชะมัดเลย ทำข้อง่ายไม่ท้าทาย เลยตัดสินใจทำข้อยากก่อน
นั่นคือchioce กะทฤษฎีแลป พอจุดนี้เส็ดก้อทำเติมคำกับวิธีทำของง่ายๆ เรื่องซุยก้อเกิดขึ้นคือตอนทำข้อวิธีทำ
(ข้อเมฆมวลในอวกาศกับดาวเคราะห์)ดิฟผิดทำให้ทำต่อไม่ได้เลย
มั่วๆซุยๆไป แข่งรอบแรกเสร็จไปกินข้าวแล้วกลับมาฟังผล
เออ...ก้อดีฟระผ่านเข้ารอบ
ชิมแปร๋นบอกรอบแรกได้ที่หนึ่ง ด้วยคะแนน 46.5
ที่สองเซนคาร์เบรียลได้ 44.5
ที่สามไม่รู้โรงเรียนไรได้ 31
ทุกคนคงสงสัยว่าข้อสอบง่ายอย่างนี้คะแนนเต็มเท่าไร อาจดูเหมือนเต็ม 50 แต่จริงๆแล้วมันเต็ม 110 หวะ
รอบชิงมีหกทีม กติกาคือข้อนึงถ้าตอบถูกได้ 10 คะแนน
ถ้าตอบถูกคนแรกได้ +5 คนที่สอง +3 และ +1 ตามลำดับ
เปิดด้วยข้อแรก ข้อนี้ต้องใช้ image chargeทำ มันให้หาความถี่ในการสั่น
ส่งครั้งแรกใช้เวลาสองนาทีเท่านั้น
แต่ระลึกได้ว่ามึนใช้k สปริง กับ k ไฟฟ้าเป็นตัวเดียวกัน เลยเอามาแก้ใหม่
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าการเขียนค่าคงตัวในกฎของคูลอมบ์ ให้ใช้ 1/4pi epsilon_0
เพื่อกันความสับสน ทำไงได้คนมันรีบอ่า เขียน1/4pi epsilon_0 มันยาวเกิน
แต่ซวยกว่านั้นคือเขาถามความถี่ดันตอบคาบ เลยไม่ได้คะแนนในข้อนี้
ก๋อย-เซนต์คาร์เบีรยลเลยเอาข้อนี้ไปกิน
ถูกนำไปก่อน 15 คะแนน
ส่วนโรงเรียนอื่นไม่มีใครได้คะแนน ข้อสอง-สาม- สี่ มองตอบเอาเลยเส็ดเร็ว
ทำคะแนนขึ้นนำเป็นจ่าฝูง
มาข้อสุดท้าย โชคดีหน่อย ไม่เข้าใจโจทย์ แบบมึนๆอะ เลยทำผิด
เลยโดนเซนต์คาร์เบรียลแซง เอาแชมป์ไปกินเรย
เหอๆยังไงกรูก้อได้ที่หนึ่งรอบแรกสองปีซ้อนนะเฟร่ย
แต่รอบชิงไม่ได้แชมป์สักทีหวะ ชีวิตซวยเจง
งานนนี้ที่สองได้เหรียญเงิน
ทำให้ข้าพเจ้ากลายเป็น Silver Collecter ทันที
รายการไหนที่แจกเหรียญ กรูได้เหรียญเงินตลอด อาถรรพ์แรงหวะ
จะแข่งว่ายน้ำ บอล ฟิสิกส์หรืออะไรก้อตามที่แจกเหรียญได้เหรียญเงินมาทั้งชีวิตเลย
เรื่องซวยกว่านั้นคือ
ทำกล้องตกบนแท็กซี่ขณะ รีบกลับมาจาการจ่ายตังค์ที่สยามพารากอน
เพื่อมารับรางวัลที่เตรียม ที่รีบจนต้องขึ้นแทกซี่เพราะโดน
ชิมแปร๋นไซโคว่าให้เร็วๆ ซวยชะมัด ติดต่อร่วมด้วยช่วยกัน ก้อช่วยอะไรไม่ได้ เครียดไปเลย
ซวยเด้งต่อมามีเด็กเวรจากไหนไม่รู้โทรมาตอนกะลังเครียดเพราะกล้องหาย
ตอนแรกดีใจนึกว่าคนติดต่อจะเอากล้องมาคืน
โทรดีๆก้อไม่ดันยิงอีกต่างหาก ให้โทรกลับ พอโทรกลับถามว่าเป็นใครก้อไม่บอก
แต่บอกว่ารู้จัก และเป็นเด็กม.ต้น มันบอกว่าเคยเจอในงานสักงาน
ใครวะกวนตีน ชะมัด ขี้เกียจคุยต่อ
ถามอีกว่ากุมีแฟนยัง เหอๆ... คำถามแม่งโดนสาดด...
กุมีเยอะเว่ย
จะนับถึงตัวสำรองลำดับที่เท่าไรบอกมาเลยดีก่า
เนื่องจากคำถามแม่งโดนกุเลยวาง
คนอารมณ์ไม่ดีโว้ย
จิงๆกุก้อเข้าใจอะนะ คนหน้าตาดีก้องี้
มีแต่คนอยากรู้จัก...5555
ซวยต่อมาคือวันที่ 10 มกราคม 2550 สอบ CU-TEP
ตอนpart reading หลับไปสอง สาม นาที ข้อสอบก้อทำไม่ทัน
เครียดหวะ ถ้าคะแนนต่ำกว่าตอน ม.4 จะทำไงดี
ซวยสุดท้ายที่จะอัพคือ
นั่งเขียนคอลัมน์ให้ MWPY ตั้งแต่ 6 โมงเย็น ถึงสี่ทุ่ม
พอทำเสร็จ คอมเส็งเคร็งทำไฟล์พัง
เลยต้องนั่งทำใหม่ กว่าจะเส็ดก้อตีหนึ่งกว่า เห้อ...เสียเวลานอนจิงๆ
11/24/2006 Power Of Hi-So Fliesพลังของแมลงวันไฮโซ
เต็งโหล่บาสห้องอย่างห้องเราได้เฮกันสักที หลังที่ชนะทีมเต็งแชมป์อย่างห้องเก้าได้ เกมวันนี้เราเล่นกันได้ดีมาก เล่นเป็นทีมกว่าสองแมตซ์ที่ผ่านมา เจ๋งๆจริงๆ เกมส์เริ่มห้องเราผู้หญิงส่งตัวจริงที่มีทั้งหมดลง ได้แก่ อ๋อ ฟาง เกด อีฟ อ้อ ห้องเก้าซึ่งเข้ารอบแน่นอนแล้วไม่ได้ส่งชุดใหญ่ลง ผู้หญิงห้องเราครองเกมได้ดี เกมรับเหนียว แต่โชคร้ายสนามลื่นเกมเลยรุนแรงขึ้น เพราะล้มกันบ่อย จนผู้หญิงเสียฟาล์วครบห้า เสียลูกโทษ ห้องเก้ายิงลงลูกนึง จากนั้นห้องเราเปลี่ยนฟางกับอ้อที่เหนื่อยกับการไล่บอลออก ส่งแป้งกับอุ๊ลงไปแทน เล่นต่อไปอีกสักพักก้อเปลี่ยนแป้งออกส่งแพรลงไปเติมเกมบุก เอาแต้มคืน ก่อนหมดเวลานิดหน่อย อ๋อส่งให้เกดยิงสองแต้มได้ ทำให้เราขึ้นนำเป็น 2-1 จากนั้นผู้หญิงทั้งสองฝ่ายทำอะไรกันไม่ได้ สกอร์จึงจบลงเท่านี้ ในครึ่งหลังเกมของผู้ชายห้องเราส่งชุดเดิมลง ห้องเก้าส่งโม และตัวสำรองอีกสี่คนลงมาเล่น ด้วยการเล่นเป็นทีมที่พัฒนาขึ้นทำให้ การเล่นเข้าระบบ ครองเกมได้มาก มีโอกาสทำแต้มเยอะประเดิมด้วย ไปป์ยิงลูกแรกเข้าไปก่อน หลังจากนั้นสกอร์ก็เริ่มไหล ห้องเราขึ้นนำไป 8-3 ห้องเก้าจึงตัดสินใจส่งตัวจริงลงยกชุด แต่ห้องเราก็ต้านไว้อย่างเต็มที่เน้นจังหวะการต่อบอลและสวนกลับเร็วในการรุกทำแต้ม สลับกันยิง และถึงคราวตั้งรับก็ช่วยกันไล่บอล ด้วยรูปเกมที่รวดเร็วทำให้มีการฟาล์วจนห้องเราได้ยิงโทษถึงสามครั้ง แต่ด้วยความเหนื่อยเลยพลาดไป จนสกอร์นำห่างออกไปเป็น 14-7 จากนั้นพวกเราที่ไล่บอลมาทั้งเกม เริ่มเหนื่อย เราเลยเดินเกมกันช้าลง ท้ายเกมเราทำฟาล์วจังหวะที่โมจะขึ้นยิง ทำให้ฟาล์วครบห้าเลยเสียโทษ โมยิงลงทั้งสองลูก ไล่ขึ้นมาเป็น 14-9 ด้วยความบ้าคลั่งของไปป์ได้เร่งเกมขึ้นไป แล้วกรูเติมเกมไปยิง เพิ่มสกอร์เป็น 16-9 กับเวลาอีกประมาณสามนาที ทีมที่เหน็ดเหนื่อยต้องยัน ทีมเต็งแชมป์ให้ได้อย่าให้เขายิงเกิน 3 ลูก เราทำได้ครับพี่น้อง โมเข้ามายิงได้ลูกนึง จบเกมด้วยชัยชนะของห้องเรา 16-11 อย่างเหนือความคาดหมาย
ปล. 1. ผู้หญิงเล่นกันทุ่มเทมากๆ สุดๆไปเลย 2. วันนี้ทีมเวิร์กสุดยอดเลย 8/28/2006 Mwitish in Korea Part IIIบันทึกMwitishเยือนแดนโสมขาว ตอน ปิดฉาก ISSF 2006 วันศุกร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2549 .
ชดเชยกับเมื่อวาน วันนี้ตื่นเช้าเป็นพิเศษ อาบน้ำแต่งตัวเตรียมเที่ยวอีกทั้งวัน หลังอาหารเช้าต้อง บ้าย บาย นิกส์ บิน ใหม่ อ.อ๊อด ที่กลับไทยไปก่อน เพราะสามรายแรกต้องไปสอบสสวท. รอบสอง ส่วนอ.อ๊อดเป็นคนคุมกลับ สำหรับสมาชิกที่เหลือไปเที่ยวต่อ เริ่มด้วย ไปเมือง Gyeong Ju ไปวัดBulguksa ที่องค์การUNESCO ยกเป็นมรดกโลกด้วย ข้างในได้เห็นศิลปะของเกาหลี ต่างจากไทยเยอะเลย เจดีย์ทรงเกาหลีเรียกว่า Pagoda ข้างในมีพระพุทธรูปแนวคล้ายๆจีน แต่ต่างที่แบบเหลีจะมีหนวดด้วย นอกจากนี้ยังเจอเจ้าแม่กวนอิมปางพันมือด้วย เราได้ไหว้ขอพรด้วยแหละ ตอนกลับออกมาได้ซื้อของที่ระลึกเป็นร่ม พัดและได้เช่าพระแบบเกาหลีมาด้วย หน้าวัดจะมีน้ำที่ไหลจากภูเขา เด็กเกาหลีบอกว่ามันดีต่อสุขภาพ พวกเราจึงลองเข้าไปกินและล้างหน้าดู ได้พิสูจน์กันเลยแหละถ้าสิวหายแสดงว่าดีจริง ถ้าสิวขึ้นแสดงว่าน้ำเส็งเคร็ง ออกจาก Bulguksa เดินทางไป POSTECH ต่อ วันนี้กินอาหารที่ POSTECH ด้วย หลังอาหารไป PAL ที่เขาทำ Synchrotron เป็นของมหาลัย เครื่องมือคล้ายๆกับที่ ม.ท.ส. ต่างกันแค่เรามีไว้โชว์แต่เขามีไว้ใช้ ก่อนจะเดินดูอุปกรณ์ ได้ดูหลักการของซินโครตรอนคร่าวๆ สรุปได้ดังนี้คือ ลำแสงซินโครตรอนที่สร้างมีความเข้มสูงกว่า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในธรรมชาติ 10 ล้านเท่า การทำมี 3 ขั้นหลักๆ คือ Linear accelerator มีหน้าที่นำมาเก็บใน Sเร่งอิเล็กตรอนให้วิ่งเป็นเส้นตรง ให้มีความเร็วเกือบเท่าแสง แล้วเข้าสู่ Storage ring เพื่อเก็บไว้เตรียมปล่อยเข้าสู่ Beam line เพื่อนำไปใช้ต่อไป ซินโครตรอนมีประโยชน์มากมาย เช่น เอาไว้ทำโฟโตอิเล็กตรอนเป็นต้น จากนั้นไปฟัง Specail Lecture ที่ POSTECH เกี่ยวกับงานวิจัยทางหุ่นยนต์ของเขา สรุปใจความได้ประมาณนี้ งานวิจัยที่เป็นเป้าหมายสามอันดับแรกของมนุษยชาติในปัจจุบันคือ 1. Electrificatoin 2. Auto mobile 3. Airplane แต่ในอนาคตอันใกล้เป้าหมายหลักจะต้องเป็นงานวิจัยทางหุ่นยนต์อย่างแน่นอน สำหรับการเคลื่อนไหวทางงานวิจัยเกี่ยวกับหุ่นยนต์ในปัจจุบัน POSTECH เป็นแนวหน้าเช่นกัน สำหรับอเมริกาแม้ด้านเทคโนโลยีอวกาศจะดี แต่ด้านหุ่นยนต์ยังไม่เท่าไรนัก แต่ยังดีกว่าไทยนะ เราต้องรีบพัฒนาแล้ว ขณะนี้ MIT กำลังทำงานวิจัยพัฒนาด้านอารมณ์ของหุ่นยนต์ ทางเกาหลี KIST สร้าง Centaur Robot KAIST สร้าง AMI Dagin คล้ายๆหุ่นยนต์แม่บ้าน และยังมีการพัฒนา Sugery Robot เพื่อเป็นเทคโนโลยีทางการแพทย์ นอกจากนี้ยังมีการใช้หุ่นยนต์ในกองทัพด้วยอาทิในสงคราอิรักและอัฟกานิสถานใช้ Predator สังเกตการณ์ทางอากาศ แทนเครื่องบิน สำหรับทางอวกาศอเมริกาใช้หุ่นยนต์ช่วยในการสำรวจทางอวกาศด้วย งานวิจัยของ POSTECH ในขณะนี้มี Passive Walking เพื่อการประหยัดพลังงาน เวลาคนเราเดินจุดศูนย์กลางมวลร่างกายจะต่ำลงทำให้เราไม่เสียพลังงานไปกับการสร้างพลังงานศักย์ เขาจึงเอามาประยุกต์กับหุ่นยนต์ Humanoid Research เป็นการควบคุมการเคลื่อนที่ของหุ่นยนต์ให้คล้ายคนที่สุด Disturbance Controller การกลับสู่สมดุลเมื่อหุ่นยนต์โดยผลัก คนเราสามารถทรงตัวได้เมื่อโดนผลัก แต่หุ่นยนต์ยังทำไม่ได้ งานวิจัยนี้ยังไม่มีใครทำสำเร็จ นอกจากนี้การพัฒนาเทคโนโลยีด้านแขนเทียม ขาเทียม ให้ใช้ได้เหมือนจริงโดยใช้อิเล็กโทรดติดที่กล้ามเนื้อต้นแขนเพื่อสั่งการให้แขนขยับ ที่ทำอย่างนี้เพราะการรับสัญญาณจากกระแสประสาททำได้ยาก เทคโนโลยี แขนเทียม ขาเทียมนี้เคยใช้กับเด็กอเมริกันคนหนึ่งแล้ว ได้ผลดีมาก เด็กคนนี้สามารถเล่นเบสบอลและคาราเต้ได้ เสร็จจากการฟังบรรยายได้ไปดูห้องสมุดของ POSTECH เป็นห้องสมุด Digital หรูมากๆ หนังสือตรึม Chin บอกว่าห้องสมุดที่นี่เป็นห้องสมุดที่ดีที่สุดในเกาหลีเลย สำหรับ เด็ก KSA แล้ว POSTECH และ KAIST รับทันทีเพียงแค่ผ่านการสัมภาษณ์ เจ๋งสุดๆเลย มหาลัยติดอันดับ1ใน20 ของโลกรับเด็กโรงเรียนนี้ทันที แต่สำหรับเด็ก MWIT ตั้งหน้าตั้งตาหาที่เรียนกันต่อไปนะ สำหรับเรื่องน้ำมะเช้าเป็นน้ำดีหวะ สิวที่ขึ้นแห้งไปหมดเลย ดีจริงๆเลยน้ำเกาหลีเนี่ย กำหนดการวันนี้พลาดไปมากจึงถึง KSA ช้า งานเลี้ยงอำลาจึงเลื่อนออกไปเริ่มสองทุ่มได้ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ได้รับเกียรติหรือป่าวไม่ทราบ ได้แสดงเป็นชุดแรกเลย ด้วยความตื่นเต้นเลยพลาดไปบ้างบางจุดแต่ทั้งหมดก็ออกมาดี ยกเว้นตอนเด็กเกาหลีที่คุมคอมเปิดเพลงผิดคิว สำหรับการแสดงของประเทศอื่นๆสุดยอดจริงๆ เช่น ญี่ปุ่นมีระบำพัด อินเดียเจ้าภาพครั้งหน้าเต้นแบบอินเดีย เกาหลีให้ผอ.ขึ้นมาร้องเพลง เป็นต้น พิธีจบมีการจุดพลุ อลังการมากเหมือนตอนพิธีเปิดเลย เห้อ....ในที่สุด ISSF 2006 ก็จบลง แต่ความทรงจำจะไม่มีวันจบแน่นอน มีเหตุการณ์และประสบการณ์มากมายที่ได้รับ หลังพิธีปิดเด็กทุกประเทศถ่ายรูปกันอย่างหนุกหนาน สำหรับเราถ่ายแหลกเลยคนที่รู้จักไปถ่ายด้วยหมดเลย ไม่ว่าจะเป็น Ang, Chin, Hye-ji, Ji-hyun, Paek, Maki, Sho, Ayumi, Kay tai, Yun-seng Young-Sun และคนอื่นๆอีกมากมาย สังเกตว่าส่วนมากเป็นคนเอเชีย นั่นหมายถึงว่าสมาทรมีความสามารถในการสื่อสารกะคนยุโรปสูงมาก จนคุยกะคนเอเชียมากกว่า 555555 สิ่งหนึ่งที่คนเกาหลีไม่ยอมรับคือคำว่า”เอิง” บอกให้เรียกว่าเอิง ร้อยละเก้าสิบเรียก สมาทร แถมเรียกเป็นสำเนียงเกาหลีอีก Sa-ma-tong อะไรประมาณนี้ เอาเหอะขำๆ “Science Together Friendship Forever” Bye Bye ISSF 2006 มีงานเลี้ยงก็มีวันเลิกรา แต่เรายังอยู่เกาหลีต่ออีกสองวันเหตุการณ์จะเป็นไงต้องลุ้นต่อไป
ปล. คิดถึงISSF 2006 จังเลย หนึ่งอาทิตย์ผ่านไปเร็วมาก Sa lang Hae Yo
บันทึกMwitishเยือนแดนโสมขาว ตอน หนุกๆ เหนื่อยๆ ไป กับปูซาน วันเสาร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2549
ตอนแรกมีแผนจะตื่นเช้าไปเดินเล่น แต่ปรากฏว่าตื่นเข้าไปเจ็ดโมงครึ่ง ตื่นเสร็จอาบน้ำ แปรงฟัน แต่งตัวแล้วลงไปกินข้าวเลย หลังอาหารถ่ายรูปกับ Dan Qi เด็กสิงคโปร์ เมื่อวานตอนพิธีปิดไม่เจอ เขาจะกลับประเทศ พรุ่งนี้เช่นกัน จากนั้นสมาชิกที่เหลืออยู่ในเกาหลีได้ไปเก็บโปสเตอร์ บรรยายดูเหงาๆไม่ครึกครื้นเหมือนตอนมีงานเลย ISSF ผ่านไปเร็วเหลือเกิน สายๆ Yoon seok เพื่อน Ang ได้พาไปเที่ยวในปูซาน แต่ก่อนออกเดินทางพวกเราได้บอกลา Ang เพราะAng จะกลับบ้านไปเตรียมตัวจัดของมาเข้าหอในการเปิดเทอมวันจันทร์ ประเดิมตอนเช้าด้วยการเดินขึ้นเขาไปกี่กิโลเมตรก็ไม่รู้เพื่อไปวัดบนดอยที่อยู่ใกล้โรงเรียนที่สุด การเดินขึ้นไปนี้เสียพลังงานไปมิใช่น้อย วัดนี้อ่างให้คนเอามือไปถูให้เกิดเสียงด้วย เห็นมะวัดเกาหลีมีปรากฏการณ์ Resonance ด้วยนะ หลังจากนั้นเดินลงเขามาทางเดิมเสียพลังงานไปอีกจะกลิ้งลงมาแบบเปลี่ยนพลังงานศักย์เป็นพลังงานจลน์ก็ไม่ได้ เห้อ..... เดินมาสักพักถึงร้านอาหารมื้อนี้อาหารเกาหลีร้อยเปอร์เซ็นต์เลย ราคาก็ใช่เล่นคนละ 7,000 วอน แต่อร่อยดี ระหว่างทานอาหารกลางวันได้ถ่ายทำรายการ อ.จำเริญชวนชิมด้วย การผจญภัยยังไม่จบ ต่อจากอาหารกลางวันเนทางไปชอปปิ้งที่ International Market การเดินทางเริ่มด้วยการเดินไปสถานีรถไฟใต้ดินประมาณโลกว่าๆ นี่คือสถานีรถไฟใต้ดินที่ใกล้ KSA ที่สุดแล้ว ถึงปลายทางแม่ของYoon seok มาช่วยนำทางด้วย การชอปปิ้งได้ของฝากมามากมาย เสียเงินไปเยอะอยู่ จะว่าเยอะมากเลยก็ได้ ขณะชอปปิ้งได้เจอทีมอินเดียมาชอปเหมือนกัน โดยจีฮุน เป็นคนนำทีมอินเดียมา เก่งและฟิตจริงๆเลย ขนาดอินเดียยังทนคุมไปซื้อของได้ ทั้งๆที่รู้ว่าคุมยากอยู่ เพราะพวกมันดูถูกเอเชียชาติอื่นจะตาย (เราป่าวอคติป่าววะเนี่ย) หลังกระเป๋าฉีกได้ไปชมModern Art Gallery และความงามของปูซานที่ Youngdusa Park โดยขึ้นไปบนหอชมวิวที่สูงกว่าร้อยเมตร เห็นปูซานชัดเจนมาก ชวนระลึกถึงเวลาที่ผ่านๆมา เมืองปูซานมีทะเลทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือและตะวันออกเฉียงใต้ ที่เหลือล้อมปด้วยภูเขา สภาพเมืองเป็นตึกแซมด้วยต้นไม้ เทคโนโลยีกับธรรมชาติผสมผสานกันอย่างลงตัว สวยมากๆ ขอรับรอง ถ้าใครมาปูซานต้องมาที่นี่ ไม่งั้นถือว่ามาไม่ถึง กินบรรยากาศจนอิ่ม ได้ไปกินหมี่เย็นต่อที่ร้าน Asiad world เขาบอกว่าร้านนี้มีชื่อเสียงมาก ราคาชามละ 6,000 วอน เลยนะ แต่อร่อยมากเลยหวะ โดยหมี่เย็นต้องกินกะน้ำที่รสชาติคล้ายน้ำแกงข้าวมันไก่ที่ไทย จากนั้นขึ้นรถไฟใต้ดินและเดินกลับKSA เหนื่อยมากเลยวันนี้ คืนนี้บรรยากาศก็เงียบเหงา ใช่สิตอนนี้เหลือแค่ไทย สิงคโปร์ อินเดีย และออสเตรเลีย ที่จะกลับพรุ่งนี้ แต่อินเดียพอมันมาถึงหอก้อแหกปากร้องเพลงเลย อะนะเข้าใจ สิงคโปร์จะขึ้นรถไฟไปต่อเครื่องบินที่ Icheon airport ที่กรุงโซล แต่เราจะบินจากปูซานไปกรุงเทพเลย
ปล. คืนสุดท้ายแล้วอ่า เวลาผ่านไปเร็วจังเลย เราคงคิดถึง KSA มากๆเลยแหละ ความทรงจำดีๆมากมาย
บันทึกMwitishเยือนแดนโสมขาว ตอน และ.... วันอาทิตย์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2549
วันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้วสำหรับทริปนี้ เริ่มด้วย ลงมากินอาหารเช้าที่เดิม ซึ่งคงเป็นครั้งสุดท้ายแล้วที่ทานอาหารที่นี่ในฐานะผู้เข้าร่วม ISSF 2006 บัดดี้ของพวกเราและผู้ช่วยงานต่างๆของงานนี้คงได้พักผ่อนกันแล้ว เตรียมตัวเริ่มเรียนในวันเปิดเทอม (พรุ่งนี้) เหมือนตอนจัดที่ประเทศไทยเลย หลังงานจบตอนนั้นเราเหนื่อยมากแต่มีความสุขที่ได้ทำ เขาคงเช่นกัน ทุกคนเหนื่อยบนในหน้าที่ยิ้มแย้ม หลังจากขนของลงมาใต้หอหมดแล้ว เราเดินถ่ายรูปไปรอบๆโรงเรียนทั้งๆที่มีฝนปรอยๆ มันเป็นบรรยากาศที่ดีมาก เมื่อคิดถึงเรื่องต่างๆที่ผ่านมา แทบจะร้องไห้เลย เหมือนตอนจัดที่ไทยแหละ วันลาจากบรรยากาศประมาณนี้เลย เวลาสิบโมงแปดนาที ออกเดินทางจากKSA วันนี้ Yoon-Seok อาสาพาทัวร์ เพื่อรอเวลาเครื่องบินออก สถานที่แรกคือ Busanpo folk Museum เป็นพิพิธภัณฑ์ที่สะสมของเก่าๆ พิพิธภัณฑ์นี้มีเจ็ดชั้น ชั้นแรกเป็นของใช้ในยุคหลังสงครามโลก ชั้นสองถึงห้าเป็นข้าวของเครื่องใช้ของคนเกาหลีในยุคก่อนๆ ในชั้นหกเป็นตุ๊กตาที่ทำจากHanji craft Hanji craft เป็นกระดาษชนิดหนึ่ง ตุ๊กตาพวกนี้เป็นเอกลักษณ์ของชาติเกาหลี ในชั้นเจ็ดจะให้คนมานั่งทำงานศิลปะสไตล์เกาหลี สำหรับพวกเราได้ทำมาคนละชิ้นเช่นกัน ตัวผมทำเป็นจานมีสัญลักษณ์ของ ISSF และข้อความ Mwitish in Korea ค่าเข้าชมผู้ใหญ่ 2,000 วอน เด็ก 1,000 วอน หลังจากชมพิพิธภัณฑ์แล้วเราต่อด้วยอาหารเที่ยงที่แมคโดนัล ซึ่งราคาแพงกว่าไทยสองเท่า แต่โค้กเติมได้เรื่อยๆ จากนั้นเราได้ไป Busan Migliore หรือมาบุญครองปูซานที่เราได้ไปกันในวันอาทิตย์ที่แล้ว ระหว่างเดินมาบุญครองปูซานได้คุยกับ Yoon-Seok เกี่ยวกับโรงเรียนเขา เขาบอกว่า KSA เดิมชื่อ BSA-Busan Science Academy ตั้งในปี 1993 (หลังโรงเรียนเราสองปี) ในปี 2002 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น Korea Science Academy เพื่อยกระดับเป็นโรงเรียนวิทยาศาสตร์แห่งชาติ เด็กนักเรียนโรงเรียนนี้ได้เงินสนับสนุนจากรัฐบาลคนละ 1,000,000 วอนต่อเทอม รวมถึงเงินเพิ่มเติมเพื่อทำโครงงานด้วย เด็กโรงเรียนเขาประมาณเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ เรียนต่อในคณะวิทยาศาสตร์ บ้างไปอเมริกา ถ้าอยู่ในเกาหลีจะเป็น KAIST POSTECH หรือ Seoul National University สำหรับแพทย์ในทัศนคติของเด็กโรงเรียนนี้ เขาบอกว่าได้แต่ตังค์ช่วยชาติให้พัฒนาได้น้อยมาก รัฐบาลให้ทุนเขาเพื่อทำงานวิจัยพัฒนาชาติในอนาคต น่ายกย่องจริงๆเลยเด็กที่นี่ ถ้าเด็ก MWIT คิดได้อย่างนี้นะ จะดีมากเลย แต่ทำไงได้หละ คณะวิทยาศาสตร์ในประเทศมีความพร้อมจะพัฒนาเด็กให้สู่ระดับ World Class ได้เหรอ MWITสามารถสร้างหัวรถจักรให้ไทยได้มาก แต่ประเทศไทยไม่มีเชื้อเพลิงกับรางที่ดีในการขับเคลื่อนหัวรถจักรเหล่านี้ เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เมืองไทยต้องแก้ไข เกาหลีเพิ่งพ้นจากภัยสงครามมาไม่กี่สิบปี สามารถพัฒนาได้เร็วขนาดนี้ แล้วประเทศไทยหละ อยู่อย่างร่มเย็นจนเฉื่อยชากันเลยหรืออย่างไร จากนั้นเวลาห้าโมงสิบนาทีเราได้ขึ้นรถและเดินทางมาที่ Gimhae Airport เพื่อเตรียมตัวกลับสู่มาตุภูมิพร้อมกับประสบการณ์และความทรงจำดีๆมากมาย ระหว่างรอเครื่องบินเดินกินบรรยากาศและถ่ายรูปรอบๆสนามบิน เมืองปูซานจะมองจากมุมไหนก็สวยไปซะหมด เสียดายไม่ได้มาฤดูหนาว หิมะที่ปูซานแม้จะตกนานๆครั้ง แต่ถ้าได้เห็นคงจะสวยน่าดู เวลาสามทุ่มยี่สิบห้านาทีเครื่องบินออกจากสนามบินGIMHAE มุ่งหน้าสู่ท่าอากาศยานดอนเมือง และสุดท้ายเดินทางกลับมาถึงโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ โรงเรียนวิทยาศาสตร์บนที่ราบลุ่มในเวลาตีสองพอดี
ปล. I miss KSA.
8/24/2006 Mwitish in Korea Part IIบันทึกMwitishเยือนแดนโสมขาว Part II
ตอน Poster Presentation & Mathematics Days วันอังคารที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2549
วันนี้ตื่นเช้ามาด้วยอารมณ์เซ็ง เพราะต้องทำ Math Research ที่แสนจะถนัดทั้งเช้าและกลางคืนจึงไม่แปลกที่จะเรียกว่า Mathematics Day ทุกอย่างเป็นไปเหมือนเดิม อาบน้ำ กินข้าว ขึ้นหอจัดของ แล้วลงไปทำ Math Research ตอนเช้าประเดิมด้วย Fractal Card ตั้งแต่เกิดมยังไม่เคยเจอเลย ต้องนั่งอ่านนิยามที่เขาให้มา กว่าจะเข้าใจก้อแทบตาย Fractal Card คือ ภาพที่มองแล้วทุกส่วนมีความคล้ายกัน หรือมี Coastline Paradox เข้าใจอย่างนี้อ่าไม่รู้ถูกป่าว วันนี้ทุกคนในกลุ่มมีส่วนร่วม ไม่มีใครเซ็ง เพราะต้องนั่งตัดๆ วัดๆ คิดๆ แต่ไม่มีคำนวณ วันนี้ทำงานเสร็จตรงเวลา แต่เละๆไปหน่อย ก้อคือว่าทั้ง Paek และ Hyeji ฝีมือการทำงานศิลปะเท่ากับเราเลย แบบว่าปะกระดาษยังปะไม่เรียบ ประมาณนี้ รู้สึกดีที่อย่างน้อยศิลปะเราไม่น้อยหน้าใคร หลังอาหารเที่ยงขึ้นไปเปลี่ยนชุดสูทเต็มยศ เพื่อPoster Presentation การPresent มีการให้ผู้เข้าชมโหวตด้วย แต่รู้สึกจะโหวตให้ตัวเองกันทุกคน ไม่ก้อพวกเกาหลีช่วยๆกัน เห้อ...ชีวิต แต่ที่แย่กว่านั้น คุณอินเดีย ที่โด่งดังตั้งแต่Science fair ครั้งก่อน แผลงฤทธิ์ เดินสายค้นสติ๊กเกอร์ที่ใช้โหวตของชาวบ้านไปทั่วแล้วเอาไปแปะช่องคะแนนตัวเอง จนคนเขารำคาญไปหมด ปีหน้าใครจะไปอินเดียคิดดีๆละกัน มันเป็นเจ้าภาพด้วย วันนี้พูดภาษาอังกฤษไปหลายรอบเลย มีคนมาฟังด้วย ได้ฟังโครงงานชาวบ้านมากมาย เครื่องมือเขาไฮโซทั้งนั้นเลย แต่เราTransducer สักตัวยังหาไม่ได้ อยากจะบ้า โครงงานที่ได้ฟังเช่น Marangoni Effect พิจารณาโดยชั้นพลังงาน เป็นโครงงานของ Ji-Hyun เด็ก Junior High School ตอนแรกนึกว่า Junior เนี่ยหมายถึงเด็กม.ต้น ช็อกเลย เด็กม.ต้นบ้าอะไรเก่งชะมัด ไปๆมาๆเพิ่งรูว่าที่นี่เรียก ม.4 ว่า First year ม.5 Junior ม.6 เรียก Senior ค่อยรู้สึกดีหน่อย คือโครงงานนี้อยู่ข้างๆกันเลย แบบเทียบกันชัดเจน ประมาณว่าเจ้าของโครงงานสลับกันฟังโครงงานของกันและกันเลย ต่อมาโครงงานของ Hye-ji Research about UV อันนี้ชื่อก้อบอกแล้วว่าทำอะไร งานนี้เขาทุ่มทุนไปทำกันที่ KAIST เลย KAIST คือมหาลัยทางเทคโนโลยีที่ไฮโซมากๆของเกาหลี โครงงานของเด็กอเมริกาทำเกี่ยวกับ Di-muon อันนี้ทำที่ Fermilab เลย เขาว่า Fermilab เนี่ยอยู่แถวโรงเรียนเขา เห้อ...จะไฮโซกันไปถึงไหน โครงงานเด็กอังกฤษเกี่ยวกับมิวออน และการหาอายุเฉลี่ยของมัน ต้องพิจารณาถึงผลของสัมพัทธภาพด้วย มีโครงงานของAng อันนี้ก็แรงใช่เล่น ใช้โฟตอนกันเลยครับพี่น้อง ใช้โฟตอนทำนายรูปร่างของสสาร หลักการคือพิจารณาการเปลี่ยนโมเมนตัมของโฟตอน คิดกันแบบRelativity เลย สำหรับคุณโชโยชิดะ เด็กญี่ปุ่นที่รักโรงเรียนเรามากๆ และเด็กโรงเรียนเรารู้จักมันแทบทุกคน โครงงานเขาสร้างหุ่นยนต์เลย ไม่ได้ไปฟังอะ แค่ไปดูโปสเตอร์ โครงงานของเด็ก Waseda ที่หน้าเหมือนคนไทยมากๆเทพเช่นกัน พิจารณาเสียงในศาลเจ้ากันเลย สำหรับโครงงานสมการการไหลของเลือดในเส้นเลือดแดงใหญ่ ได้พรีเซนท์ภาษาไทยสองรอบ คือให้ผอ.ธงชัยฟัง กับให้แขกของ ผอ.ที่เป็นอาจารย์จากบางมดฟัง ที่เหลือ ภาษาอังกฤษเลยครับผม อยากจะบอกว่าโครงงานนี้แม้เครื่องมือจะสู้ไม่ได้แต่สีแดงฉาน เด่นกลางงานเลย เพราะคนอื่นเขาทำสีขาวกับดำกัน แบบใช้สีดูดคนสุดๆอะ จบการการพรีเซนท์ ไปทานข้าวเย็นแล้วทำ Math Research ต่อ อันนี้ให้แข่งเกมกัน คือให้เวลาหสกลยุทธ์แล้วมาเจอกัน กติการคือ มีชามสามใบ A B และ C ทั้งสองฝ่ายเป่า ยิ้ง ฉุบกัน แล้ว เลือกว่า ทีมไหนจะเลือกจำนวนเบี้ยใส่ชาม ส่วนอีกฝ่ายได้เลือกว่าใครเริ่มก่อน หลังจากนั้นสลับกันหยิบเบี้ยออกจากกองใดกองหนึ่งทีละกี่ตัวก็ได้ ใครหยิบตัวสุดท้ายชนะ อันนี้ภูมิใจมากคิด Smathorn’s Winning Series ได้ด้วย แต่โชคร้ายที่อีกฝ่ายรู้เหมือนกัน สุดท้ายคือใครฉุบตอนแรกชนะเล่นยังไงก็ชนะ แม้จะตกรอบแรก แต่ภูมิใจกับ Smathorn’s Winning Series มากๆ แต่มีอารมณ์เซ็งที่แพ้เพราะเป่า ยิ้ง ฉุบ เกมที่เล่นตั้งแต่อนุบาล ขณะคิด Winning Series Hye-ji เอาเบี้ยมาเล่นคล้ายๆหมากเก็บ เลยถามเขาว่ามันคืออะไรเขาบอกเรียกว่า ฮุงกะ ซึ่งมันคือหมากเก็บไทยแลนด์นะแหละ เราเลยบอกเขาไปว่าเราเรียกว่าหมากเก็บ จากนั้น Paek ก้อโชว์อีลาน เราไม่ยอมโชว์สกิลกลับบ้าง กีฬาพื้นบ้านนี้ไทยเลนด์ไม่แพ้ เรียบร้อยจาก Math Research ซึ่งไม่ได้รางวัลแน่ๆแล้ว แอบเซ็งนะเนี่ย คนnoobเลข มาทำMath Research จะรอดมั้ย คนในกลุ่มก็ไม่ใช่เด็กเลขสักคน เข้าเรื่องต่อดีกว่า จบจากMath Research ตอนแรกมีแผนจะไปดูดาวแต่ฟ้าปิดเลยยกเลิกเปลี่ยนเป็นไปคอนเสริ์ตแทน อันนี้เร้าใจจัด สะใจมากๆ แม้จะฟังมันร้องไม่รู้เรื่อง หลังคอนเสริ์ตจบ เล่นเอ็ม อาบน้ำ เขียนบันทึก และนอน หมดไปอีกวัน
ปล. ที่เกาหลีไม่มีเรียนรด. ผู้ชายทุกคนต้องเกณฑ์ทหารสามปี
ตอน ยกภูเขาออกจากอก วันพุธที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2549
เมื่อคืนใช้คอมเพลินจนแบตหมด วันนี้เลยต้องรีบตื่นเช้ามายืมหัวแปลงของบินเพื่อชาร์จแบต ขออธิบายว่าเหตุที่ต้องใช้หัวแปลงเพราะปลั๊กโน้ตบุ๊คที่เราใช้มันหัวแบน แต่ที่เกาหลีเขาใช้ปลั๊กกลมกัน หลังจากเสียบชาร์จเรียบร้อย รู้สึกสบายใจเริงร่า ทำกิจวัตรต่างๆตามปกติ พอถึงเวลาคืนหัวแปลงให้บินไปใช้พรีเซ็นท์ ด้วยความมั่นใจเกินร้อยว่าแบตเต็ม แต่พอถึงเวลาเช็คปรากฏว่าแบตมันเหลือน้อยมาก แสดงว่าเมื่อเช้าเสียบปลั๊กไม่แน่น ซวยเลยทีนี้ เลยรีบวิ่งไปหาอาจารย์บอยเพื่อขอหัวแปลงมาใช้ โดยต้องวิ่งลงบันไดหกชั้นกลับที่หอแล้ววิ่งกลับ เหงื่อท่วมกายเลย ใส่สูทซะด้วย ห้องที่พรีเซ็นท์นี้มี 6 โครงงาน จากKSA 3 โครงงาน จากสิงคโปร์ อังกฤษและไทย ประเทศละ 1 โครงงาน มาเริ่มโครงงานแรกของKSA เป็นของ Partner ที่ทำ Math Research กะนิกส์ เรื่อง Fabrication and evaluation of diamond coating using CVD อันนี้ทุ่มทุนไปทำกันที่ Tohoku University ประเทศญี่ปุ่นเลยทีเดียว ทฤษฎีทางฟิสิกส์ที่ใช้ไม่ยาก แต่ไอเดียกับอุปกรณ์ ต้องยกนิ้วให้ โครงงานที่สองของเด็กสิงคโปร์ อันนี้ทำเดี่ยวเหมือนเราเลย เขาทำเรื่อง Configuration of Hydrophobic/Hydrophilic Properties Through Laser Pruning and Ion Coating ศึกษาการเปียก โดยใช้ฟิสิกส์ของเลเซอร์เข้าช่วย เจ๋งมากๆ โครงงานที่สามเป็นของเด็ก KSA เช่นกัน ทำโดย Playmaker ในการเล่นบอลเมื่อวานซืน เรื่อง Saturated Absorption Spectroscopy in Rb atom ใช้ความรู้ทาวฟิสิกส์ยุคหน่อยใหม่ปนๆกะปรากฏการดอพเลอร์ซึ่งเขาคิดแบบดั้งเดิม และวางแผนจะใช้ Laser Cooling พัฒนาโครงงานต่อไป โครงงานนี้ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเครื่องมือเทพแต่ไหน คิดจะใช้ Laser Cooling เนี่ยไม่ธรรดาแล้ว โครงงานนี้ทำกันที่ KAIST โครงงานต่อมาของเด็กอังกฤษทำเกี่ยวกับอนุภาคมิวออนชื่อเรื่องว่า The study of Muons at the Earth’s surface. ทำการทดลองที่ Lancaster University เมือง Lancaster อยู่เหนือ Manchester นั่งรถชั่วโมงนึงถึงชัวร์ โครงงานนนี้คิดถึงผลสัมพัทธภาพด้วย ทำเพื่อหาอายุเฉลี่ยของมิวออนซึ่งคลาดเคลื่อนที่ทศนิยมตำแหน่งที่สามยอดมากๆเลย โครงงานที่ห้าของKSAอีกแล้ว ชื่อเรื่อง Solid oxide fuel cell ยอมรับตามตรงว่าโครงงานนี้ไม่ได้ตั้งใจฟัง เพราะไม่มีสมาธิ เนื่องจากจะต้องพรีเซ็นท์ต่อจากไอ้นี่แล้ว เลยไม่เข้าใจอะไรเท่าไร จากนั้นเวลาพรีเซนท์มาถึงอย่างเร็ว หลังจากรวบรวมสมาธิแล้ว เราก้อลุยกันเลย ใส่ตามสเตปที่วางไว้เลย แม้จะมีติดๆนิดหน่อย แต่เราคิดว่ามันโอที่สุดแล้วตั้งแต่นำเสนอโครงงานมา ครั้งนี้ไม่โดนถามด้วย ไม่เหมือนตอน JSTP ที่อาจารย์ถามจนเกินเวลาไปเยอะเลย ทั้งๆที่พูดตรงเวลา จบจากการนำเสนอโครงงานเหมือนยกภูเขาออกจากอก ตอนบ่ายจะเรียนวัฒนธรรมเกาหลี ดีใจสุดๆ เพราะไม่ต้องใช้สมองมากแล้ว เริ่มด้วยการละเล่นพื้นบ้านเกาหลีซึ่งแลดูคล้ายรีๆข้าวสารและอะไรต่อมิอะไรมากมาย ต่อมาให้ทำธงโดยให้ผ้ามาผืนแล้วละเลงตามใจ กลุ่มละ 5 คน ในกลุ่มมีคนไทย 3 เกาหลี 2 เราเสนอให้เขาเขียน Sa Rang Hae Yo ให้เราดู แล้วเราจะเขียนคำนี้ลงบนผ้า แล้วทิพย์เขียนคำว่า ฉันรักคุณ แล้วให้เขาเขียนบนผ้า จากนั้นก้อวาดรูปธงชาติทั้งสองประเทศ เหอๆสรุปเรามานำเสนอโครงงานหรือเจริญสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศฟระ และได้เรียนตีกลองเกาหลีที่สนุกแต่เจ็บมือ สุดท้ายแข่งกันระหว่างสองทีมที่แบ่งไว้คือทีมDragon กับ Tiger เราอยู่ Tiger ผลคือเกมสอยธงเป็นเกมเดียวที่เราแพ้ที่เหลือชนะหมด ไม่ว่าเป็นชักเย่อ ดันธง ฯลฯ สุดท้ายร้องเพลง Arirang ปิด ที่น่าสงสารคือ Ji-Hyun ที่ถูกเรียกให้แปลเกาหลีเป็นอังกฤษตลอดงานแบบว่าเจ้าตัวเซ็งสุดๆเลย มีเด็กเกาหลีอกีคนที่อยู่ข้างๆชื่ออะไรจำไม่ได้เชียร์ได้สะใจมากแบบ she เต็มที่สุดๆ เสร็จจากการเรียนวัฒนธรรมเกาหลี เราก้อไปกินข้าวแล้วเตะบอล วันนี้สบายไม่มี Math Research เลยไปนั่งออนเอ็มในห้องสมุดกับเตรียมงาน Cultural Show สี่ทุ่มได้เวลานัดไปดูดาวโชคร้ายที่ฟ้าปิด ห้องดูดาวจึงกลายเป็นสตูดิโอถ่ายภาพของนักเรียนไทย-เกาหลี-รัสเซีย รวมถึงพวกอาจารย์ของแต่ละประเทศด้วย ดูดาวเสร็จปั่นงาน Cultural Show จนเรียบร้อย ส่งไฟล์ให้ Yun-seung ที่มันทวงงานทุกครั้งที่เห็นหน้าเรา เป็นบัดดี้ที่ทวงเก่งมากๆ และแล้ววันที่ 5 ในเกาหลีก้อผ่านไป แค่ 5 วันน่าประทับใจมากมายเลย วันกลับคงเสียดายแย่เลยเนอะ
ปล. ไม่ได้ใช้ตังค์มาสามวันแล้ว พรุ่งนี้ไปเที่ยวกระเป๋าฉีกแน่ ถึงเพื่อนๆ MWIT จะบอกว่าวันนี้เห็นโชจีบเด็กอเมกาชื่อซูซาน อัพเดทล่าสุด
ตอน Busan Adventure วันพฤหัสบดีที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2549
วันนี้ตื่นสายที่สุดตั้งแต่มาเกาหลีคือตื่นหกโมงครึ่งแต่ดวงยังแข็ง ห้องอาบน้ำว่าง โชคดีมากๆ หลังอาหารเช้าเล่นไพ่กับพวกคนไทยที่ไปด้วยกัน อ.จำเริญเป็นKingทุกตาเลย แต่ตาสุดท้ายโดนล้มโดยนิกส์ จบเกมขึ้นAssembly Hall เพื่อร่วมพิธีแจกรางวัล Excellent Research ผลจากการร่วมมือร่วมใจมั่วของ Hye-ji Paek และเรา คือ ตามคาดไม่ได้รางวัล แต่ไม่เป็นไรเพราะสิ่งที่ได้คือมิตรภาพและประสบการณ์ มีเพื่อนเพิ่มตั้งสองคน แต่โรงเรียนเราก็ได้รางวัลนะ มีนได้รางวัลจาก GEOSIDIC DOME ใหม่ได้รางวัลจาก Aspirin Synthesis ฝ้ายได้รางวัล จาก Hot and Cold Pack และแล้วเวลาทัวร์ปูซานก็มาถึงบ่ายสองล้อหมุน ออกเดินทางชมปูซาน เมืองเป็นภูเขามองแล้วสวยงามดี ความเจริญทางเทคโนโลยีกับภูมิประเทศผสมผสานกันอย่างลงตัว ขณะอยู่บนรถมีแลกเปลี่ยนการสอนภาษาระหว่างเด็กไทยกับเกาหลี เช่น คำว่า เธอน่ารักพูดว่า Yep-per-yo คำว่าอยากจะบ้า พูดว่า Mi chi geat seo yo และเราก็สอนคำว่าหน้าม่อเขาด้วย นอกจากนี้ยังมีการแลกเปลี่ยนของกินแปลกๆกัน เช่น หมากฝรั่งโสม ส่วนเราให้ ลูกอมมิ้นเขาไป ถึงพิพิธภัณฑ์ปูซานได้เดินชมประวัติศาสตร์ของเกาหลี เกาหลีเป็นประเทศที่น่าทึ่งมากคือ เป็นเพียงดินแดนเล็กๆที่อยู่รอดในกรงเล็บของมักรใหญ่อย่างจีนได้ เกาหลีเคยตกเป็นเมืองขึ้นของญี่ปุ่นระยะหนึ่งแต่ก็กอบกู้อิสรภาพได้ เกาหลี-ญี่ปุ่น ก็คล้ายๆไทยกับพม่านะแหละ ตีกันไปๆมาๆ สี่แยกหน้าพิพิธภัณฑ์ มีอนุสาวรีย์สงครามเกาหลี ซึ่งมีธงชาติไทยปักอยู่เพราะไทยเคยไปร่วมรบ จากนั้นได้ไปเยือนAPEC House หรูมากๆ วิวสวย สถานที่หรู สมแล้วที่เป็นสถานที่ประชุมของผู้นำเขตเศรฐกิจต่างๆ ถ่ายรูปรัวเลยที่นี่ ถ้าได้มาปูซานอีกครั้งจะมาที่นี่แน่นอนเลย และแล้วเวลาอาหารเย็นก็มาถึง การกินอาหารเย็นวันนี้ลำบากหน่อยเพราะนิกส์ มีน จิ๊บ บิน ทิพย์และเราไม่กินเนื้อ เลยต้องรอพวกอินเดียมันกินเสร็จแล้ว รอพนักงานจัดโต๊ะหมด อาหารที่ได้กินมื้อนี้เป็นเพียงสลัดกับขนมปัง แย่จริงๆ ตอนหลังมารู้ว่าพวกสิงคโปร์กับคนไทยอีกส่วน ได้กินแกงเกาหลีที่คล้ายๆแกงส้มกันเพราะไปนั่งรวมกันเยอะๆ เซ็งเลย วันนี้มีเหตุการณ์ที่ตื่นเต้นมากกว่านี้อีกคือ หลังจากที่เขาปล่อยให้ไปเดินเล่นเองแล้ว บิน ทิพย์และเราได้เดินไปเรื่อยๆ จนหลงทาง โชคดีที่ยังเดินกลับทางเดินถูก คือเดินกลับมาที่ห้างSave zone ซึ่งเป็นห้างใหญ่เพื่อที่จะเดินกลับไปที่รถได้ถูก ที่Save zone เจอคนรเกาหลีพูดไทยได้เก่งมาก เขาเข้ามาถามเราว่ามาจากไทยหรือป่าว เขาเป็นอาสาสมัครที่เมืองไทยชื่อโจงโผ พูดไทยได้ดีมากๆ ตอนลาผมก้อคำนับเขาแบบที่คนเกาหลีทำความเคารพ แต่เขาบอกว่าคนไทยต้องไหว้ไม่ใช่เหรอ? ตลกดีโดนคนเกาหลีสอนไหว้ซะละ ระหว่างเดินกลับรถเจอ Ayumi นักเรียนญี่ปุ่นที่เคยมา MWIT ปีที่แล้ว Ayumiซื้อสาหร่ายเกาหลีจำนวนมหาศาล เลยถามเขาว่าซื้อทำไมมันต่างจากที่ญี่ปุ่นเหรอ เขาตอบว่ามันเค็มกว่าและห่อข้าวง่ายกว่า แล้วถามเรากลับว่าสาหร่ายที่เมืองไทยเป็นยังไงคนไทยกินมั้ย เราตอบว่ากินแต่กินเป็นขนม !
ปล. วันนี้ได้ใช้เงินแล้ว 490 วอน
|
|
|