Smathorn さんのプロフィールUn-Mwitishフォトブログリストその他 ![]() | ヘルプ |
|
2007/08/07 Mwitish Sirirajian on “Ilha Formosa” Part 2ใครยังไม่อ่าน Part 1 แนะให้กลับไปอ่านก่อน
ตอน ยิ่งกว่าค่ายโอลิมปิกและโอลิมปิก 6 สิงหาคม 2550 ดูจากชื่อตอนแล้วคงไม่ต้องเดาเลยว่าค่ายนี้เป็นยังไง แค่วันแรกก้อ Severe แล้ว เริ่มจากการตื่นนอนที่ต้องเช้าขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากเวลาที่นี่เร็วกว่าไทยหนึ่งชั่วโมง ตื่นมาก้ออาบน้ำ แต่งตัว ลงไปกินอาหารเช้าที่เขาจัดไว้ให้ เนื่องจากอาหารอร่อย เราก้อเลยกินซะ ปกติเราไม่ค่อยได้กินอาหารเช้า เพราะเอาเวลาไปนอนซะ ปกติตื่นมาก้อวิ่งเข้า L เลย แต่ในกรณีนี้มันอร่อยขอยกเว้น เสร็จจากอาหารเช้า ก้อพิธีเปิด คนกล่าวเปิดจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากหนุ่มป๊อปแห่งไต้หวัน หยวน ที ลี จากนั้นก้อต่อด้วยการบรรยายเลย ประเดิมด้วยหัวข้อ Power of the Sun เรื่องราวเกี่ยวกับการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ จากอดีตถึงปัจจุบัน และการพัฒนาต่อไปในอนาคต งานนี้เขาเปิดเป็นสารคดีให้ดูเลย อารมณ์คล้ายๆ Discovery แต่ก่อนเปิด Walter Kohn นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล ได้บรรยายคร่าวๆ หลังการบรรยายจบเขาเปิดโอกาสให้ซักถาม การแก่งแย่งไมโครโฟนเป็นไปอย่างดุเดือด ต่างคนต่างแย่งกันถาม อยากจะรู้จัง ถ้าไม่มีรางวัลคำถามเนี่ยแกจะถามกันมั้ย เหอๆกูละแย่งไมค์ไม่ได้เลย ไม่อยากจะบอกว่าแย่งไมค์เนี่ยอยากกว่าที่คาราโอเกะอีก จากนั้นเขาปล่อยไปทานอาหารว่างสุดหรู ครึ่งชั่วโมง จะบอกว่าอาหารว่างมีให้เลือกเยอะมาก 3 โต๊ะยาวต่อกัน ยิ่งเห็นยิ่งคิดไม่ออกเลยว่าปีที่ไทยเป็นเจ้าภาพจะจัดได้อย่างนี้หรือป่าว ได้ข่าวว่าก่อนไทยจะจัดมี ญี่ปุ่น จีน และเกาหลีจัดก่อนอะ เหอๆ หมดเวลาอาหารว่างก้อได้เวลา Round Table Discussion พวกรางวัลโนเบลทั้งหลายไปนั่งบนเวทีให้เด็กถาม เหมือนเดิม ไมค์เนี่ยแย่งยากฉิบอดถามอีกตามเคย อัดอั้นละนะคำถามล้นกระบาลแล้ว อีกไม่นานกูจะ Cerebral Explosion แล้ว ครึ่งวันก้อผ่านไปอย่างมีสาระแสดๆ อาหารเที่ยงเขาจัดให้เด็กๆได้นั่งกินข้าวกะพวกนักวิทยาศาสตร์ กลุ่มเรานั่งกะ Professor Frank H Shu อาจารย์ UCSD ในภาคฟิสิกส์ เขาอยู่อเมริกาตั้งแต่ 6 ขวบ ก้อไม่เก่งเท่าไรนะ จบแค่ MIT งานวิจัยก้อไม่เท่าไรแต่ได้เป็นสมาชิกของ National Academy of Science of USA เห้อ.... อาหารบนโต๊ะก้อกับข้าวเยอะมาก แต่รสชาติไม่ต่างจากที่กินกะอากงที่บ้านเลย กินไปก้อคุยกะท่าน Professor ไป เขาแนะนำให้ทุกคนไปเรียนเมืองนอกเพื่อประสบการณ์ใหม่ๆ แต่เราบอกเขาว่าการที่เราเรียนแพทย์ควรเรียนในไทยก่อน เพราะยังไงซะเราก้อต้องกลับมารักษาคนไทย เราจะได้เรียนรู้โรคในแถบนี้ไว้มากๆ แล้วตบท้ายว่าจบปีหก จะไปต่อต่างประเทศเพื่อทำงานวิจัย เย้เย คือท่านโปรเนี่ยพูดเหมือน ผอ. ที่มหิดลวิทย์มากๆ ไอ้พวกการสร้างองค์ความรู้เนี่ย หลังอาหารเที่ยงเราก้อไปฟัง Parallel Session เราไปเข้าฟังชีวะอะ 555 เบื่อฟิสิกส์ละ คนบรรยายชีวะเนี่ยคือ Professor Yuh Nung Janเขาจบฟิสิกส์ในระดับปริญญาตรี ในไต้หวัน แล้วไปเรียนต่อ Biophysics ที่ Caltech เรื่องที่เขาบรรยายเกี่ยวกับNeuroscience ที่ต้องบูรณาการฟิสิกส์และชีวะเข้าด้วยกัน แต่วันนี้หนักชีวะไปหน่อยนะ ในParallel Session คนน้อยลงเราเลยมีโอกาสได้ถามมั่ง ที่ถามเนี่ยเพราะไม่เข้าใจที่เขาบรรยาย เขาพูดเกี่ยวกับการศึกษาลักษณะของเซลล์ในระบบประสาทโดยลงลึกไปถึงระดับยีน เขาศึกษาจากแมลงหวี่แล้วนำมาเทียบกับมนุษย์ ทั้งนี้ที่ทำได้เพราะ Hox Gene มีการเปลี่ยนแปลงน้อยมากในการวิวัฒนาการ(เขาบอกว่างี้นะ) โดยสัณฐานของเซลล์เนี่ยจะขึ้นกับหน้าที่และ เซลล์พวกเนี้ยฉลาดมันจดจำกันได้และในการฟอร์มระบบประสาทมันมี Self-Avoidance Ability ซึ่งใช่โปรตีนตัวหนึ่วชื่อ DScam ถ้าเป็นโครงสร้างเดียวกันจะจดจำกันได้ ในคนที่เป็นดาวน์ซินโดรม Dscam จะต่างกันเซลล์จะจดจำกันไม่ได้ เราสงสัยที่ว่าคนที่เป็นดาวน์ซินโดรมเนี่ยเกิดจากโครโมโซมคู่ที่ 21 เกินมาแท่ง (Trisomy) ไอ้โครโมโซมที่เกินมาเนี่ยมันไปทำอะไร มันสร้างสารอื่นมายับยั้ง DScam ป่าว แต่ Prof เขาบอกว่ายังไม่มีการศึกษาในจุดนี้ เขาคาดว่าความผิดปกติของยีนตรงนี้ส่งผลให้การสังเคราะห์โปรตีนมีปัญหา และในกรณีที่ DScamเสียสภาพระหว่างการสร้าง Dendrite Field จะเกิดอะไรขึ้น Prof ตอบว่ายังไม่การศึกษาในด้านนี้ อยากรู้ต้องวิจัย หมดเวลาเขาก้อปล่อยไปแดกอาหารว่างอีกรอบขนมก้อเยอะเหมือนเดิม ในช่วงอาหารว่างเนี่ยพวกเด็กๆโดยเฉพาะไต้หวันไปรุมถามอาจารย์บรรยายเหมือนค่ายโอฯเลยหวะ (โอฯชีวะนะ น้องปิงบอก) แดกเสร็จก้อต้อนเข้าห้องในช่วง Student To master dialogue คือให้ถามต่อ เราก้อถามเพิ่มเกี่ยวกะ Dscam เนี่ยแหละ คือเรื่องของเรื่องกูงงเรื่องนี้ คำถามคือ Dscam พบในสัตว์ชั้นต่ำมากๆ เช่น ไฮดรา หรือป่าว Prof เขาบอกไม่แน่ใจอาจจะมี แต่ในจำพวก Arthropods ขึ้นมามีแน่นอน และคำถามสุดท้ายของเราคือเกี่ยวกะ Resolution ของเทคนิค X-Ray Crystallography ถ้าสิ่งที่เราศึกษาเล็กกว่านี้จะทำยังไง เขาตอบว่าไม่มีทางอื่นนอกจากใช้ Synchrotron เราเลยนึกขึ้นได้ว่าปีที่แล้วตอนไปเกาหลีก้อไปดูเรื่องพวกนี้มา ที่Pohang University ในเกาหลีเขาใช้ Synchrotron ศึกษาโครงสร้างสารอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ไอ้เครื่องบ้าเนี่ยที่ไทยก้อมีนะที่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ที่โคราช แต่ต่างกันที่ของเรามีไว้ให้คนมาดูงานเฉยๆ กล่าวอย่างเสียดสีคือ มีไว้ประดับบารมี!! นอกจากคำถามพวกนี้แล้ว Prof ก้อแนะนำวิธีการเรียนของเขา เขาบอกว่าการศึกษาชีววิทยาในปัจจุบัน ถ้ามีภูมิหลังทางฟิสิกส์ที่ดีจะได้เปรียบ ในช่วงนี้มีProf หลายๆคนนั่งอยู่หน้าห้องคอยตอบคำถามและพูดบรรยาย มีคนนึงเขาจบแพทย์แล้วทำงานวิจัยปรากฏว่าติดๆขัดๆ เขาเลยเริ่มศึกษาฟิสิกส์และนำมาประยุกต์ใช้ ปรากฏว่างานวิจัยเขาเจ๋งขึ้นเป็นกอง จบจากช่วงนี้ก้อห้าโมงครึ่งแล้ว ถ้าเป็นค่ายโอฯตอนนี้ก้อนอนพักแล้ว แต่ที่นี่ยังไม่จบหลังอาหารเย็นมี Evening Talk ต่ออีก ในช่วงนี้ด้วยความที่เคยเป็นนักเรียนฟิสิกส์โอลิมปิก เราเลยเลือกที่จะไปร่วมในหัวข้อ Structure Biology เขาใช้เทคนิค NMR (Nuclear Magnetic Resonance) ในการศึกษาโครงสร้างของโปรตีน หลักการคือ Label กรดอะมิโนด้วย N-15 แล้วเอามันไปเข้าเครื่องหาความถี่เรโซแนนซ์ ซึ่งไอ้ความถี่เนี่ยเกิดจากโปรตอนในโมเลกุล จากนั้นเขาก้อพูดต่อถึงการประยุกต์ใช้ในทางการแพทย์เกี่ยวกับ FGF (Fibroblast Growth Factor) ที่ช่วยในการแบ่งเซลล์เพื่อทดแทนเซลล์ที่เสียหาย และควบคุมการ Differentiate ของเซลล์ สำหรับคนที่เป็นโรคเส้นเลือดตีบตัน (Stenosis) เทคนิคในปัจจุบันคือทำบอลลูน แต่ปัญหาคือ เจ้าบอลลูนเนี่ยไปทำ Mechanical Damage ให้กับ Smooth Muscle ในหลอดเลือดทำให้เกิดการแบ่งเซลล์มาทดแทนและเกิดการตีบตันอีกครั้ง (Restenosis) ซึ่งวิธีแก้คือให้ทานยาที่เป็นสาร Phosphosulfonated Pyrrole Suramine เข้าไป เพื่อยับยั้งการทำงานของ FGF เมื่อ Endothelium แบ่งตัวมาปกปิดชั้นของ Smooth muscle เสร็จ ก้อเลิกทานยาตัวนี้ได้ มหัศจรรย์จอร์จ! แต่กรูก้อมิวายสงสัยอะไรบ้าๆบอๆอีก คือ สงสัยเกี่ยวกะผลข้างเคียงของยาตัวนี้ อาจารย์เขาบอกว่าไม้ต้องห่วงเรื่องผลข้างเคียงเพราะยาตัวนี้จำเพาะกับ Receptor แถวๆหลอดเลือดโคโรนารี Receptor เป็น G-Protein แบบหนึ่ง (เพิ่งสอบมาโว้ย) อยากจะบอกว่าระหว่าง Evening Talk กรูนั่งข้างเหรียญทองโอลิมปิกชีวะ อย่างไม่รู้ตัว มารู้อีกทีตอนเสร็จจาก Evening Talk ตอนแนะนำตัว คือเด็กโอฯชีวะคนเนี้ยชื่อ Senna มาจาก Indonesia คนเนี้ยไม่ธรรมดา รู้จักทั้งไอ้อาร์ต พี่ต้น พี่โอเช่ บุ๊ค ฝน ปิงปอง บุญสมและแสตมป์ คือเจ๊แกเขาไปโอลิมปิกมาสองปีอะนะ เขาบอกเขานั่งเล่นไพ่กับเด็กไทยเลยรู้จักกัน เนื่องจาก Senna รู้จักพี่รหัสของข้าพเจ้าผู้ซึ่งได้เหรียญทองโอลิมปิกชีวะที่อาร์เจนตินา และได้ A ช้วนในปีหนึ่ง จึงแอบนินทาพี่รหัสของข้าพเจ้า ให้ข้าพเจ้าฟังนิดนึง 5555 อยากรู้มาถามเองนะพี่ ส่วนไอ้แรดเขาไม่มีอะไรจะนินทาแกหวะ เราเลยนินทาแทน 55555 เรื่องราวของเด็กโอลิมปิกยังไม่จบเท่านี้คือจะบอกว่า ไมเคิลแม่งก้อเป็นเด็กฟิสิกส์โอลิมปิกของไต้หวันรอบสุดท้ายเหมือนกรูเนี่ยแหละ แต่พอแม่งตกค่ายเลยมาเรียนหมอ (คงไม่ต้องบอกนะฟิสิกส์โอลิมปิกของไต้หวันเทพแค่ไหน ก้อแค่สลับกันเป็นที่หนึ่งโลกกับจีน) เขาบอกเป็นหมอมีทางเลือกมากกว่า มันก้อจริงนะกรูว่า จบหมอทำวิจัย Medical Physics ก้อไม่เลว ส่วนคนนำกลุ่มของเราก้อเคยได้เหรียญทองฟิสิกส์โอลิมปิกที่สเปน ตอนนี้เรียน MIT อยู่ เหอๆ เทพแม่งล้อมกูแล้วแสดๆ รัศมีรุนแรงจิงแต่ละคน กูละกลายเป็นควายในหมู่เทพเลย วันนี้ได้ข้อมูลเกี่ยวกะการศึกษาในไต้หวันมาเพิ่ม ระบบการคัดเข้ามหาวิทยาลัยก้อคล้ายกะไทย แต่เขาเลือกคณะได้ถึงร้อยอันดับ (กูงงเลย เลือกห่าไรกันวะ) ช่วงใกล้สอบเด็กเขาก้อเรียนกวดวิชานะ สำหรับแพทย์เขาสอบหกวิชาคือ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา คณิตศาสตร์ วรรณดีจีนและภาษาอังกฤษ ที่เนี่ยรัฐบาลไม่ได้หุ้ทนเด็กเรียนวิทยาศาสตร์เยอะเหมือนที่ไทย แต่ทำไมเขามีนักวิทยาศาสตร์เจ๋งๆเยอะแยะ ที่นี่โอลิมปิกเขาติวแค่สามอาทิตย์กับส่งชีทให้เด็กอ่านระหว่างปีแต่ทำไมเขาได้เหรียญทองกันมากมาย ไทยเราติวกันตั้งหลายเดือนถึงขนาดโดดโรงเรียนไปติว ทำไมสู้เขาไม่ได้ ก้อกยากจะบอกว่าระบบการจัดการการศึกษา หลักสูตรและมาตราฐานการศึกษาของเขาเจ๋งจริง ช่องว่างความรู้ของเด็กโอลิมปิกกับเด็กธรรมดาของเขาไม่กว้างมากนัก ในไทยเนี่ยเด็กโอฯจะถูกติวจนรู้มากกว่าเด็กธรรมดามากๆ แต่แล้วไง ประเทศเราจะเจริญด้วยเด็กโอฯ ไม่กี่คนเหรอ แล้วแน่ใจเหรอว่าเด็กโอฯ เนี่ยเก่งจริงในงานวิจัยจริงๆ ที่ไม่ได้วัดกันด้วยข้อสอบแค่ไม่กี่ข้อ ที่ไต้หวันเห็นได้ชัดในความใฝ่รู้ของเด็ก เขาไปรุมถามอาจารย์ทันทีหลังการบรรยายเมื่อมีข้อสงสัย เป็นที่ไทยหมดคาบก้อเก็บกระเป๋าโกยเลย (กรูก้อเป็น) เห็นแล้วกรูเนี่ยละอายเลย เสร็จจาก Evening Talk ก้อไปเดิน Night Market ละก้อกลับมาเขียนไดอารี่เนี่ยแหละ พรุ่งนี้ต้องบู๊ต่อตอนเช้า Plenary Session เป็นเรื่องเกี่ยวกับ Glycosylation ตอนบ่ายจะไปฟังอาจารย์ที่จบหมอในเรื่อง Role of Force Direction in Biological Behavior: Insights into Career Development and Way of Life คือเกี่ยวกะฟิสิกส์นะจะบอกให้ สาเหตุที่ไม่เข้า Session ที่เกี่ยวกะฟิสิกส์ตรงๆเลยเพราะ แมร่งจะพล่ามเรื่อง Quantum ซึ่งกรูเบื่อ เป็นนักศึกษาแพทย์เอาไรมากมายจะเรียนฟิสิกส์ก้อเอาที่มันไว้ใช้กะแพทย์ได้เยอะสิฟระ จะไปสอนทฤษฏีควอนตัมคนไข้หรือไง สรุปวันนี้กูวิชาการไปตั้งแต่แปดโมงเช้ายันสามทุ่มสิริเวลาได้สิบสามชั่วโมง ตัดพักออกรวมสองชั่วโมงก้อ เหลือสิบเอ็ด วันนี้วิชาการไปสิบเอ็ดชั่วโมงเหนื่อยโคตร ก่อนกลับกรูคง Cerebral Explosion ก่อนแน่ๆเลย แม้จะเป็นรายการที่เล็กกว่าโอลิมปิกแต่ขอบอกว่าถึกและเร้าใจกว่าโอลิมปิกมากๆ (ถึงไม่เคยไปแข่งก้อเดาได้อย่างมั่นใจ) ช่วงเวลาไร้สาระแทบหาไม่ได้เลย วันแรกก้อ severe ละ เนี่ยถึกยิ่งกว่าโอลิมปิกอีก แถมยังมาเจอเทพโอลิมปิกอีก เลยไม่แปลกที่วันนี้จะใช้ชื่อตอนว่า ยิ่งกว่าค่ายโอลิมปิกและโอลิมปิก トラックバックこの記事のトラックバックの URL は次のとおりです。 http://smathorn.spaces.live.com/blog/cns!B5FCF0DCB35C7C30!591.trak この記事を参照しているブログ
|
|
|