Smathorn さんのプロフィールUn-Mwitishフォトブログリストその他 ![]() | ヘルプ |
|
2007/08/09 Mwitish Sirirajian on “Ilha Formosa” Part 4ตอนที่ 4 แล้วแนะ ให้ไปอ่านแรกๆมาก่อน อ่านเฉพาะสรุปก้อได้ถ้ายาวเกินไป
ตอน อดีตหลอกหลอน 8 สิงหาคม 2550 วันนี้สันดานเดิมเริ่มออกคือตื่นสาย ไม่กินอาหารเช้า เข้าห้องบรรยายสายไปนิดนึง ผลมาจากการเล่นบริดจ์เมื่อวาน เช้านี้ถูกประเดิมด้วย Quantum Theory และ String Theory เป็นอะไรที่เพ้อได้ใจจริงๆ หัวข้อนี้บรรยายโดย Professor David Gross ที่เพิ่งได้รับรางวัลโนเบลในปี 2004 ได้ยินชื่อแล้วนึกถึง Gross anatomy จริงๆ ชื่อคล้ายๆกัน (ปีหน้าจะรอดมั้ยเนี่ย) เขาได้แนะนำทฤษฎีควอนตัมคร่าวๆ และบอกถึงจุดอ่อนของทฤษฎีควอนตัมที่ไม่สามารถผนวกแรงโน้มถ่วงได้ สำหรับทฤษฎีสตริงเขาได้แนะนำอย่างคร่าวๆ ซึ่งทฤษฎีต้องใช้ถึง 26 มิติ แน่นอนว่าไอ้สตริงหรือเชือกเส็งเคร็งเนี่ยไม่ใช่อนุภาคแน่นอน กรูเลยสงสัยว่าหลักความไม่แน่นอนของไฮเซนเบิร์กใช้ได้มั้ยในทฤษฎีสตริง ถ้าได้เราจะใช้ยังไงใน 26 มิติ และสมบัติของไอ้เชือกบ้าเนี่ยเป็นยังไง ถ้าเป็นคลื่น เวลาความถี่ต่างกันมาเจอกัน เราบ่งชี้ได้มั้ยว่าบีตคืออะไร เลยยกมือถามแต่โชคร้ายที่เขาให้ถามคำถามเดียวเลยเลือกถามคำถามแรก คำตอบคือ ไม่ได้ โดยเขาบอกว่ามันขัดกันในตัว เราเลยสงสัยต่อว่า แล้วในทฤษฎีสตริงเราบ่งตำแหน่งและโมเมนตัมได้อย่างถูกต้องในเวลาเดียวกันป่าว งงอ่า (ใครตอบได้บอกที) เนื่องจากไม่ได้กินอาหารเช้า ตอนพักเลยสวาปามมากเป็นพิเศษ ในช่วง Round Discussion เลยหลับไปอย่างสบายใจเฉิบ เพราะเราถามไปแล้วในช่วงแรก ช่วงนี้เขาไม่เรียกซ้ำ ไอ้ที่งงก้องงต่อไปละกัน แต่ช่วงท้ายๆมันมากเกือบเห็นนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลต่อยกัน คือเริ่มจาก Professor Masatoshi Koshiba บอกว่าศูนย์กลางการวิจัยของโลกควรย้ายมาที่เอเชียเพื่อเปิดโอกาสให้เด็กเอเชียมั่ง มีเด็กออสเตรเลียคนหนึ่งยกมือถาม Professor David Gross กะ Professor Douglas Osheroff ว่าในฐานะที่เป็นคนอมริกันคิดยังไงกับคำพูดของ Prof. Koshiba การเถียงกันได้ดำเนินไปอย่างเมามัน สุดท้านหมดเวลาก่อนเลยเสมอกัน เสร็จจาก Round Discussion ก็ไปกินอาหารเที่ยง อาหารเที่ยงมื้อนี้ถือว่าทรงเกรียติอย่างยิ่ง เพราะ กลุ่มเราได้นั่งกินข้าวร่วมโต๊ะกับนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปี 1996 Douglas Osheroff ศาสตราจารย์ฟิสิกส์ของ Stanford University นั่งกินข้าวข้างเขาก้อนะต้องสำรวมกริยา ทำสถุลไม่ได้ เครียดเลย ตอนแรกเขานึกว่าเรามาจากไต้หวัน แต่พอเราบอกว่ามาจากไทย เขาก้อบอกว่าเราสำเนียงเหมือนคนสิงคโปร์ เห้อ...แสดงว่ากูพูดอังกฤษไม่ค่อยรู้เรื่องใช่มะเนี่ย แสด! ไปมาๆเขาก้อโม้ต่อว่าเขาเคยเจอทูลกระหม่อมฯ ที่ภูเก็ตช่วงเกิดซึนามิ แล้วก็บอกว่าพระองค์ทรงปรีชาสมารถมากๆ ในทางคณิตศาสตร์ สมัยที่พระองค์ทรงศึกษา ณ Cornell University เขายอมรับในพระปรีชาสามาถของพระองค์จริงๆ คืออีตานี่ก้อจบPh.D.ที่ Cornell University เหมือนกัน จากนั้นพี่แกก้อถามว่าใครเรียนอะไรกันบ้าง พอเราบอกว่าเรียนแพทย์อยู่ เขาแนะนำว่าแพทย์ควรเรียน Physics based on Calculus จะมีประโยชน์มากในอนาคต ในอมเริกาแพทย์เรียน Physics without Calculus ซึ่งเขาคิดว่าไม่แน่นพอจะทำวิจัยได้ สำหรับคนอื่นๆเขาก้อเชียร์ให้เรียนฟิสิกส์มากๆ อย่างจัสตินที่บอกเขาว่ากำลังจะไปต่อที่ Stanford University เขาก้อไม่รอให้จัสตินพูดต่อ เขาแทรกเลยว่ามาเรียนในสาขาฟิสิกส์สิ ฟิสิกส์เป็นพื้นฐานที่ดีของทุกอย่าง (ฟังเขาพูดแล้วนึกถึงอ.วุทธิพันธุ์จริงๆ มาแนวเดียวกันเลย) พอจัสตินบอกเขาว่าจะเรียนจิตวิทยา พี่แกก้อยังต่อว่า คนส่วนมากคิดว่าจิตวิทยาเป็นสังคมศาสตร์ แต่เขาคิดว่าเป็นวิทยาศาสตร์และความรู้ทางฟิสิกส์เป็นประโยชน์มากๆ เพราะระบบประสาทของมนุษย์เต็มไปด้วยหลักการทางฟิสิกส์ เห้อ... เอาเช้าไป นอกจากนี้เขาโฆษณา Feynman’s Lecture On Physics ด้วย เขาบอกเป็นหนังสือที่ดีมาก ควรมีไว้ ถึงตอนนี้เขาก้อยังใช้อยู่ เห้อ........ นึกถึงตอนเข้าค่ายจริงๆ ที่เคยสัญญากับตัวเองว่าเป็นผู้แทนเมื่อไรจะซื้อมาไว้เลย แต่ดันตกรอบซะก่อน แย่อะ! คุยไปคุยมาเลยรู้ว่าคนเนี้ยคือ ทายาทของ Richard P. Feynman อารมณ์แบบเป็นศิษย์เอกประมาณนั้น สมัยเขาเรียนปริญญาตรีที่ Caltech เขาได้เรียนกะ Feynman ด้วย พอถึงตอนทำงานเขาก้อยังติดต่อกับ Feynman เรื่อยๆ ไปมาหาสู่กันประจำ แบบพาครอบครัวไปหาเลย ศิษย์รักมั้ยละ อ่อ Douglas Osheroff เนี่ยมีภรรยาเป็นคนไต้หวัน เขาเล่าสมัยจีบกันให้ฟังโดยละเอียดมากๆ คือ เขาบอกเขาเป็นคนแรกที่พาภรรยาเขาออกเดท และภรรยาเขากินเหล้าครั้งแรกที่อเมริกาแล้วก้อเมาทำอะไรหลายๆอย่าง รวมถึงพยายามยัดเยียดให้เขาเรียนภาษาจีนอีกต่างหาก เหอๆๆ อ่อ...เขาเล่าต่อด้วยว่าครอบครัวของเขาเป็นหมอทั้งตระกูลไม่ว่าจะเป็น พ่อ หรือพี่ชาย เขาบอกเขาเป็นแกะดำ ที่เขาชอบฟิสิกส์เพราะตอน 6 ขวบไปเล่นขดลวดโซลีนอยด์แล้วโดนช็อตเลยสงสัย และเป็นจุดเริ่มต้นของการชอบฟิสิกส์ของเขา (แปลกมะ) พอเรียนฟิสิกส์ในม.ปลาย เขาไม่ค่อยชอบเพราะสอยแต่กลศาสตร์ เขาบอกเขาชอบไฟฟ้ามากๆ และแนะนำให้ทุกคนเข้าร่วมโครงการฟิสิกส์โอลิมปิกอีกต่างหาก แสดเ! เพิ่งตกรอบมาโว้ย แม่งพูดแต่ละอย่างโดนกูจังเลย สุดท้ายแกก้อพูเรื่อง Nuclear Gyroscope ให้ฟังเป็นไอเดียนิดนึง จากนั้นก้อถ่ายรูปกะกลุ่มพวกเราแล้วก้อไป สงสัยรูปนี้ต้องอัดกรอบบูชา ตอนบ่ายไปเที่ยวตันสุ่ยทางตอนเหนือของไทเป จะบอกว่าทิวทัศน์สวยมากๆ สวยSevere เลยแหละ ก้อได้กินไอติมทอด กะเต้าหู้ห่อวุ้นเส้น ที่พวกเด็กไต้หวันบอกว่าเป็นอาหารประจำของไต้หวันเลย นี่ๆวันนี้ได้ใช้ภาษาจีนที่เรียนจาก อาจารย์ไห่ หยาง มาอย่างงูๆปลาๆตอนม.5 ซื้อของเองได้ด้วย วันนี้ได้ของฝากแค่สามชิ้นเองอ่า ยังไม่มีเวลาหาซื้อเพิ่มเลย กลับไปจะมีของฝากมั้ยเนี่ย คือครั้งนี้แบบมาวิชาการจริงๆ แดกเสร็จก้อไปปราสาทหนึ่งที่คนไต้หวันเรียกว่า ปราสาทไอ้หัวแดง เพราะคนสร้างคือชาวดัตซ์ที่มายึดเกาะนี้ในอดีต ภายในก้อตกแต่งสไตบ์ตะวันตก แต่มองออกมาข้างนอกวิวสวยเว่อร์ วิวโรแมนติกมากๆอยากบอก ใครมีแฟนพามาเที่ยวแถวๆตันสุ่ยด้วยนะ เลือกไปนั่งริมทะเลเนี่ยสุดยอดโรแมนติก ข้อเสียอย่างเดียวคือ อากาศร้อน เทียบเท่าศาลายาเลย ก่อนกลับแวะกินน้ำแข็งไสเวอร์ชั่น ไต้หวัน จะบอกว่าจานใหญ่แสด และแวะวัดให้เด็กอิสราเอลถ่ายรูป คือ แอนนา เขาอยากเที่ยววัด แต่พวกเด็กไต้หวันไม่อยากไปเลยพาไปตันสุ่ยแทน (จริงๆแล้วตูอยากไปซีเหมินติงเพื่อชอปปิ้งแต่เกรงใจแอนนา เพราะท่าทางแกไม่อยากชอปปิ้งเท่าไร อย่างเที่ยวเชิงวัฒนธรรมมากกว่า เลยบอกพวกเด็กไต้หวันว่าไปไหนก้อได้ เมิงพากูไปละกัน) ที่วัดนี้มีเจ้าแม่กวนอิมกะเทพเจ้ากวนอูด้วย บรรยากาศคล้ายๆวัดจีนในไทยเลย วันนี้ตอนยกมือไหว้พระ จัสตินถามว่าเรานับถือพุทธเหรอ เราบอกใช่ แล้วก้อถามกลับว่าเขานับถืออะไร เขาบอกเขาไม่นับถือศาสนาอะไรทั้งนั้น เป็นที่ไทยจะประหลาดมากๆ ถ้าไม่นับถือศาสนา แต่เขาบอกว่าในไต้หวันเป็นเรื่องธรรมดา กลับมาถึงที่ค่ายก้อเย็นไป Evening Talk ต่อเลยโดยอดกินข้าวเย็น วันนี้เข้าเรื่อง Genetic ซึ่งได้มาโดยการจับฉลาก จริงๆอยากเข้า Physiology Medicine อ่า เข้านี่ก้อได้ความรู้อะ แต่อย่างว่านะ เหนื่อยจากการเที่ยวตันสุยมา หลับๆตื่นๆระหว่างบรรยาย เลยแบบซุยๆตามไปเรื่อยๆ เรื่องที่บรรยายคือ Repeat, repeat, repeat ------------- Why are there so many junk sequence in the human genome โดย Prof. H Sunny Sun ไอ้Sequence ตรงเนี้ย ถ้าเกิดมิวเทชันก้อส่งผลให้เราซวยได้เหมือนกัน เพราะการทำงานต่างๆเกิดการผิดปกติ เช่น Digeorge Syndrome ซึ่งพบในเด็กแรกเกิด โดยเป็นเพราะ Deletion of chromosome 22q11.2 ส่งผลให้ต่อมไทมัสและพาราไทรอยด์ไม่เจริญ ในช่วงนี้คำถามของเราก้อคือ ถ้าการมิวเทชันเกิดที่ DNA ของไมโทคอนเดรียจะเกิดไรขึ้นมั่งและอาการของผู้ป่วยเป็นไง Prof.เขาตอบว่า แรกๆไม่ส่งผลแต่พอมันเพิ่มปริมาณจนถึง Critical Mass แล้วซวยแน่ แต่เขาตอบไม่ได้ว่าอาการของผู้ป่วยจะเป็นอย่างไร เสร็จเรียบร้อยก้อกลับห้องพักเขียนไดอารี่ ลงรูป เล่นไพ่ ป้อแตกและก้อนอน สรุป วันนี้เจอฟิสิกส์ไปครึ่งวันทั้งบรรยายทางฟิสิกส์และนั่งกินข้าวกะนักฟิสิกส์รางวัลโนเบลผู้ซึ่งกระตุ้นต่อมฟิสิกส์จัง ทำให้อดีตตามมาหลอกหลอนจริง ไซโคซะเกือบอยากกลับไปเรียนฟิสิกส์เลย และคีย์เวิร์ดโดนๆกูเนี่ยเยอะฉิบหาย แต่เอาเถอะปัจจุบันคือ นักศึกษาแพทย์และ อนาคตจะเป็นแพทย์ ไม่เปลี่ยนใจแล้ว โว้ย (ถ้าได้เจอหมอนี่ไซโคช่วงตัดสินใจว่าจะเอาทุนมั้ย มีหวังได้เอาทุนไปแล้วแน่ๆ ฟันธง!) แต่อีกครึ่งวันได้ไปเที่ยวตันสุ่ย ไปกินบรรยากาศสวยๆมาซะอิ่ม แต่เดินเยอะมากเหนื่อยชะมัด コメント (5 件)
トラックバックこの記事のトラックバックの URL は次のとおりです。 http://smathorn.spaces.live.com/blog/cns!B5FCF0DCB35C7C30!596.trak この記事を参照しているブログ
|
|
|