Smathorn 的个人资料Un-Mwitish照片日志列表更多 ![]() | 帮助 |
|
|
Un-Mwitish2007/8/9 Mwitish Sirirajian on “Ilha Formosa” Part 4ตอนที่ 4 แล้วแนะ ให้ไปอ่านแรกๆมาก่อน อ่านเฉพาะสรุปก้อได้ถ้ายาวเกินไป
ตอน อดีตหลอกหลอน 8 สิงหาคม 2550 วันนี้สันดานเดิมเริ่มออกคือตื่นสาย ไม่กินอาหารเช้า เข้าห้องบรรยายสายไปนิดนึง ผลมาจากการเล่นบริดจ์เมื่อวาน เช้านี้ถูกประเดิมด้วย Quantum Theory และ String Theory เป็นอะไรที่เพ้อได้ใจจริงๆ หัวข้อนี้บรรยายโดย Professor David Gross ที่เพิ่งได้รับรางวัลโนเบลในปี 2004 ได้ยินชื่อแล้วนึกถึง Gross anatomy จริงๆ ชื่อคล้ายๆกัน (ปีหน้าจะรอดมั้ยเนี่ย) เขาได้แนะนำทฤษฎีควอนตัมคร่าวๆ และบอกถึงจุดอ่อนของทฤษฎีควอนตัมที่ไม่สามารถผนวกแรงโน้มถ่วงได้ สำหรับทฤษฎีสตริงเขาได้แนะนำอย่างคร่าวๆ ซึ่งทฤษฎีต้องใช้ถึง 26 มิติ แน่นอนว่าไอ้สตริงหรือเชือกเส็งเคร็งเนี่ยไม่ใช่อนุภาคแน่นอน กรูเลยสงสัยว่าหลักความไม่แน่นอนของไฮเซนเบิร์กใช้ได้มั้ยในทฤษฎีสตริง ถ้าได้เราจะใช้ยังไงใน 26 มิติ และสมบัติของไอ้เชือกบ้าเนี่ยเป็นยังไง ถ้าเป็นคลื่น เวลาความถี่ต่างกันมาเจอกัน เราบ่งชี้ได้มั้ยว่าบีตคืออะไร เลยยกมือถามแต่โชคร้ายที่เขาให้ถามคำถามเดียวเลยเลือกถามคำถามแรก คำตอบคือ ไม่ได้ โดยเขาบอกว่ามันขัดกันในตัว เราเลยสงสัยต่อว่า แล้วในทฤษฎีสตริงเราบ่งตำแหน่งและโมเมนตัมได้อย่างถูกต้องในเวลาเดียวกันป่าว งงอ่า (ใครตอบได้บอกที) เนื่องจากไม่ได้กินอาหารเช้า ตอนพักเลยสวาปามมากเป็นพิเศษ ในช่วง Round Discussion เลยหลับไปอย่างสบายใจเฉิบ เพราะเราถามไปแล้วในช่วงแรก ช่วงนี้เขาไม่เรียกซ้ำ ไอ้ที่งงก้องงต่อไปละกัน แต่ช่วงท้ายๆมันมากเกือบเห็นนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลต่อยกัน คือเริ่มจาก Professor Masatoshi Koshiba บอกว่าศูนย์กลางการวิจัยของโลกควรย้ายมาที่เอเชียเพื่อเปิดโอกาสให้เด็กเอเชียมั่ง มีเด็กออสเตรเลียคนหนึ่งยกมือถาม Professor David Gross กะ Professor Douglas Osheroff ว่าในฐานะที่เป็นคนอมริกันคิดยังไงกับคำพูดของ Prof. Koshiba การเถียงกันได้ดำเนินไปอย่างเมามัน สุดท้านหมดเวลาก่อนเลยเสมอกัน เสร็จจาก Round Discussion ก็ไปกินอาหารเที่ยง อาหารเที่ยงมื้อนี้ถือว่าทรงเกรียติอย่างยิ่ง เพราะ กลุ่มเราได้นั่งกินข้าวร่วมโต๊ะกับนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปี 1996 Douglas Osheroff ศาสตราจารย์ฟิสิกส์ของ Stanford University นั่งกินข้าวข้างเขาก้อนะต้องสำรวมกริยา ทำสถุลไม่ได้ เครียดเลย ตอนแรกเขานึกว่าเรามาจากไต้หวัน แต่พอเราบอกว่ามาจากไทย เขาก้อบอกว่าเราสำเนียงเหมือนคนสิงคโปร์ เห้อ...แสดงว่ากูพูดอังกฤษไม่ค่อยรู้เรื่องใช่มะเนี่ย แสด! ไปมาๆเขาก้อโม้ต่อว่าเขาเคยเจอทูลกระหม่อมฯ ที่ภูเก็ตช่วงเกิดซึนามิ แล้วก็บอกว่าพระองค์ทรงปรีชาสมารถมากๆ ในทางคณิตศาสตร์ สมัยที่พระองค์ทรงศึกษา ณ Cornell University เขายอมรับในพระปรีชาสามาถของพระองค์จริงๆ คืออีตานี่ก้อจบPh.D.ที่ Cornell University เหมือนกัน จากนั้นพี่แกก้อถามว่าใครเรียนอะไรกันบ้าง พอเราบอกว่าเรียนแพทย์อยู่ เขาแนะนำว่าแพทย์ควรเรียน Physics based on Calculus จะมีประโยชน์มากในอนาคต ในอมเริกาแพทย์เรียน Physics without Calculus ซึ่งเขาคิดว่าไม่แน่นพอจะทำวิจัยได้ สำหรับคนอื่นๆเขาก้อเชียร์ให้เรียนฟิสิกส์มากๆ อย่างจัสตินที่บอกเขาว่ากำลังจะไปต่อที่ Stanford University เขาก้อไม่รอให้จัสตินพูดต่อ เขาแทรกเลยว่ามาเรียนในสาขาฟิสิกส์สิ ฟิสิกส์เป็นพื้นฐานที่ดีของทุกอย่าง (ฟังเขาพูดแล้วนึกถึงอ.วุทธิพันธุ์จริงๆ มาแนวเดียวกันเลย) พอจัสตินบอกเขาว่าจะเรียนจิตวิทยา พี่แกก้อยังต่อว่า คนส่วนมากคิดว่าจิตวิทยาเป็นสังคมศาสตร์ แต่เขาคิดว่าเป็นวิทยาศาสตร์และความรู้ทางฟิสิกส์เป็นประโยชน์มากๆ เพราะระบบประสาทของมนุษย์เต็มไปด้วยหลักการทางฟิสิกส์ เห้อ... เอาเช้าไป นอกจากนี้เขาโฆษณา Feynman’s Lecture On Physics ด้วย เขาบอกเป็นหนังสือที่ดีมาก ควรมีไว้ ถึงตอนนี้เขาก้อยังใช้อยู่ เห้อ........ นึกถึงตอนเข้าค่ายจริงๆ ที่เคยสัญญากับตัวเองว่าเป็นผู้แทนเมื่อไรจะซื้อมาไว้เลย แต่ดันตกรอบซะก่อน แย่อะ! คุยไปคุยมาเลยรู้ว่าคนเนี้ยคือ ทายาทของ Richard P. Feynman อารมณ์แบบเป็นศิษย์เอกประมาณนั้น สมัยเขาเรียนปริญญาตรีที่ Caltech เขาได้เรียนกะ Feynman ด้วย พอถึงตอนทำงานเขาก้อยังติดต่อกับ Feynman เรื่อยๆ ไปมาหาสู่กันประจำ แบบพาครอบครัวไปหาเลย ศิษย์รักมั้ยละ อ่อ Douglas Osheroff เนี่ยมีภรรยาเป็นคนไต้หวัน เขาเล่าสมัยจีบกันให้ฟังโดยละเอียดมากๆ คือ เขาบอกเขาเป็นคนแรกที่พาภรรยาเขาออกเดท และภรรยาเขากินเหล้าครั้งแรกที่อเมริกาแล้วก้อเมาทำอะไรหลายๆอย่าง รวมถึงพยายามยัดเยียดให้เขาเรียนภาษาจีนอีกต่างหาก เหอๆๆ อ่อ...เขาเล่าต่อด้วยว่าครอบครัวของเขาเป็นหมอทั้งตระกูลไม่ว่าจะเป็น พ่อ หรือพี่ชาย เขาบอกเขาเป็นแกะดำ ที่เขาชอบฟิสิกส์เพราะตอน 6 ขวบไปเล่นขดลวดโซลีนอยด์แล้วโดนช็อตเลยสงสัย และเป็นจุดเริ่มต้นของการชอบฟิสิกส์ของเขา (แปลกมะ) พอเรียนฟิสิกส์ในม.ปลาย เขาไม่ค่อยชอบเพราะสอยแต่กลศาสตร์ เขาบอกเขาชอบไฟฟ้ามากๆ และแนะนำให้ทุกคนเข้าร่วมโครงการฟิสิกส์โอลิมปิกอีกต่างหาก แสดเ! เพิ่งตกรอบมาโว้ย แม่งพูดแต่ละอย่างโดนกูจังเลย สุดท้ายแกก้อพูเรื่อง Nuclear Gyroscope ให้ฟังเป็นไอเดียนิดนึง จากนั้นก้อถ่ายรูปกะกลุ่มพวกเราแล้วก้อไป สงสัยรูปนี้ต้องอัดกรอบบูชา ตอนบ่ายไปเที่ยวตันสุ่ยทางตอนเหนือของไทเป จะบอกว่าทิวทัศน์สวยมากๆ สวยSevere เลยแหละ ก้อได้กินไอติมทอด กะเต้าหู้ห่อวุ้นเส้น ที่พวกเด็กไต้หวันบอกว่าเป็นอาหารประจำของไต้หวันเลย นี่ๆวันนี้ได้ใช้ภาษาจีนที่เรียนจาก อาจารย์ไห่ หยาง มาอย่างงูๆปลาๆตอนม.5 ซื้อของเองได้ด้วย วันนี้ได้ของฝากแค่สามชิ้นเองอ่า ยังไม่มีเวลาหาซื้อเพิ่มเลย กลับไปจะมีของฝากมั้ยเนี่ย คือครั้งนี้แบบมาวิชาการจริงๆ แดกเสร็จก้อไปปราสาทหนึ่งที่คนไต้หวันเรียกว่า ปราสาทไอ้หัวแดง เพราะคนสร้างคือชาวดัตซ์ที่มายึดเกาะนี้ในอดีต ภายในก้อตกแต่งสไตบ์ตะวันตก แต่มองออกมาข้างนอกวิวสวยเว่อร์ วิวโรแมนติกมากๆอยากบอก ใครมีแฟนพามาเที่ยวแถวๆตันสุ่ยด้วยนะ เลือกไปนั่งริมทะเลเนี่ยสุดยอดโรแมนติก ข้อเสียอย่างเดียวคือ อากาศร้อน เทียบเท่าศาลายาเลย ก่อนกลับแวะกินน้ำแข็งไสเวอร์ชั่น ไต้หวัน จะบอกว่าจานใหญ่แสด และแวะวัดให้เด็กอิสราเอลถ่ายรูป คือ แอนนา เขาอยากเที่ยววัด แต่พวกเด็กไต้หวันไม่อยากไปเลยพาไปตันสุ่ยแทน (จริงๆแล้วตูอยากไปซีเหมินติงเพื่อชอปปิ้งแต่เกรงใจแอนนา เพราะท่าทางแกไม่อยากชอปปิ้งเท่าไร อย่างเที่ยวเชิงวัฒนธรรมมากกว่า เลยบอกพวกเด็กไต้หวันว่าไปไหนก้อได้ เมิงพากูไปละกัน) ที่วัดนี้มีเจ้าแม่กวนอิมกะเทพเจ้ากวนอูด้วย บรรยากาศคล้ายๆวัดจีนในไทยเลย วันนี้ตอนยกมือไหว้พระ จัสตินถามว่าเรานับถือพุทธเหรอ เราบอกใช่ แล้วก้อถามกลับว่าเขานับถืออะไร เขาบอกเขาไม่นับถือศาสนาอะไรทั้งนั้น เป็นที่ไทยจะประหลาดมากๆ ถ้าไม่นับถือศาสนา แต่เขาบอกว่าในไต้หวันเป็นเรื่องธรรมดา กลับมาถึงที่ค่ายก้อเย็นไป Evening Talk ต่อเลยโดยอดกินข้าวเย็น วันนี้เข้าเรื่อง Genetic ซึ่งได้มาโดยการจับฉลาก จริงๆอยากเข้า Physiology Medicine อ่า เข้านี่ก้อได้ความรู้อะ แต่อย่างว่านะ เหนื่อยจากการเที่ยวตันสุยมา หลับๆตื่นๆระหว่างบรรยาย เลยแบบซุยๆตามไปเรื่อยๆ เรื่องที่บรรยายคือ Repeat, repeat, repeat ------------- Why are there so many junk sequence in the human genome โดย Prof. H Sunny Sun ไอ้Sequence ตรงเนี้ย ถ้าเกิดมิวเทชันก้อส่งผลให้เราซวยได้เหมือนกัน เพราะการทำงานต่างๆเกิดการผิดปกติ เช่น Digeorge Syndrome ซึ่งพบในเด็กแรกเกิด โดยเป็นเพราะ Deletion of chromosome 22q11.2 ส่งผลให้ต่อมไทมัสและพาราไทรอยด์ไม่เจริญ ในช่วงนี้คำถามของเราก้อคือ ถ้าการมิวเทชันเกิดที่ DNA ของไมโทคอนเดรียจะเกิดไรขึ้นมั่งและอาการของผู้ป่วยเป็นไง Prof.เขาตอบว่า แรกๆไม่ส่งผลแต่พอมันเพิ่มปริมาณจนถึง Critical Mass แล้วซวยแน่ แต่เขาตอบไม่ได้ว่าอาการของผู้ป่วยจะเป็นอย่างไร เสร็จเรียบร้อยก้อกลับห้องพักเขียนไดอารี่ ลงรูป เล่นไพ่ ป้อแตกและก้อนอน สรุป วันนี้เจอฟิสิกส์ไปครึ่งวันทั้งบรรยายทางฟิสิกส์และนั่งกินข้าวกะนักฟิสิกส์รางวัลโนเบลผู้ซึ่งกระตุ้นต่อมฟิสิกส์จัง ทำให้อดีตตามมาหลอกหลอนจริง ไซโคซะเกือบอยากกลับไปเรียนฟิสิกส์เลย และคีย์เวิร์ดโดนๆกูเนี่ยเยอะฉิบหาย แต่เอาเถอะปัจจุบันคือ นักศึกษาแพทย์และ อนาคตจะเป็นแพทย์ ไม่เปลี่ยนใจแล้ว โว้ย (ถ้าได้เจอหมอนี่ไซโคช่วงตัดสินใจว่าจะเอาทุนมั้ย มีหวังได้เอาทุนไปแล้วแน่ๆ ฟันธง!) แต่อีกครึ่งวันได้ไปเที่ยวตันสุ่ย ไปกินบรรยากาศสวยๆมาซะอิ่ม แต่เดินเยอะมากเหนื่อยชะมัด 2007/8/8 Mwitish Sirirajian on “Ilha Formosa” Part 3 แนะนำให้ไปอ่านแรกๆก่อน และอ่านผ่านๆนะ มันยาวมาก
ตอน Be the truth in your field 7 สิงหาคม 2550 วันนี้ตื่นเช้ามาซุยๆ เนื่องจากผลพวงที่เมื่อวานโดนพวกโปรเฟสเซอร์ ปล่อยท่าUltimate ใส่ไปสิบกว่าชั่วโมง ลุกขึ้นจากเตียง อาบน้ำ แปรงฟัน และลงไปทานอาหารเช้าอย่างไร้วิญญาณ อาหารเช้าก้อเหมือนมะวานเด๊ะ แดกซ์เสร็จก้อเข้าหอประชุม เตรียมรัยท่า Ultimate ต่อ วันนี้คนบรรยายคือ Professor Chi-Huey Wong ในเรื่อง Post-Translational Glycosylation: Challenge and Opportunities คือ ก่อนบรรยายจะเริ่มอะ กูนั่งหลับรอ ปรากฏว่ากูหลับเลยไปประมาณครึ่งชั่วโมงได้ ตื่นมาก้อเลยงงเลย กว่าจะต่อติดก้อใช้สมองไปเยอะอยู่ปวดหัวจะแย่ แต่จะบอกว่าขานี้เขาเจ๋งจริงบรรยายแล้วนึกถึงอาจารย์ชีวะที่ไทยเลย บรรยายแบบอัดๆๆๆๆๆ แล้วก้อพอดีเวลาไม่มีเวลาเหลือให้ถาม นึกถึงบรรยากาศการเรียนชีวะที่ไทยจัง ข้อสงสัยก้อเต็มหัวไปหมด จะบ้าๆๆๆๆๆ จบการบรรยายก้อพักแดก กูก้อแดกๆๆๆๆๆๆๆ แดกเสร็จก้อเป็น Round Table Discussion ในหัวข้อ The prospective Future of Life Science Research โปรเฟสเซอร์ในช่วงนี้ได้ให้ข้อเสนอแนะต่างๆกันไป Professor Shu Chien ผู้ที่จบแพทย์แล้วไปเรียนต่อ Ph.D. ทาง Physiology ได้ให้ข้อคิดในเรื่อง พัฒนาเทคนิคการป้องกันการเกิดโรค เพราะ แน่นอนว่า “กันดีกว่าแก้” ทั้งนี้องค์ความรู้ใหม่ๆจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ เราไม่ปิดกั้นตัวเองจากความรู้เดิมๆ สำหรับ Professor Lily Yeh Jan และ Professor Yuh Nung Jan ผู้ที่จบฟิสิกส์แต่สุดท้ายทำงานวิจัยทางชีววิทยาเขาบอกว่าเป็นการดีมากๆหากเราทำการวิจัยทางชีววิทยา โดยมีพื้นฐานทางความรู้ฟิสิกส์ที่ดี แต่มีคำตอบนึงของ Professor Wong โดนมากๆ คือมีเด็กสิงคโปร์ถามว่า เขานำเสนองานวิจัยของเขาละเอียดเกินไปคนที่ไม่ได้ศึกษามาทางด้านนี้จะรู้เรื่องได้ไง พี่แกตอบว่า การที่คนฟังไม่รู้เรื่องแสดงว่าเขาทำสำเร็จ ต่างคน ต่างความถนัด ต่างมุมมอง ย่อมเข้าใจอะไรไม่ค่อยตรงกัน จากนั้น Professor Shu Chien ก้อเสริมว่าให้ฟังเหมือนฟังดนตรีที่ฟังไม่เข้าใจ แต่งมีความสุข ซะงั้นอะ อย่างนี้เวลากรูเรียนใน L ไม่รู้เรื่องจะเอาไปใช้มั่งนะ ในช่วงนี้กูได้ถามด้วย คำถามคือ การอธิบายกลไกทางชีววิทยาด้วยแบบจำลองคณิตศาสตร์มีประโยชน์ต่อการประยุกต์มากน้อยแค่ไหน อย่างไร พวก Professor ทั้งหลายก้อตอบกันทุกคน สรุปเป็นความเห็นเดียวกันว่า เป็นประโยชน์มาก เพราะคณิตศาสตร์เป็นภาษาของวิทยาศาสตร์ ดังนั้นการวิจัยเพื่อหาแบบจำลองทางคณิตศาสตร์จึงเป็นเรื่องที่นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ควรให้ความสนใจ เพราะในปัจจุบันเราไม่สามารถอธิบายกลไกต่างๆทางชีววิทยาในเชิงปริมาณได้เลย (เห็นมั้ยโครงงานกรูมีประโยชน์นะ) คือจริงๆแล้วเราอยากจะถามอีกคำถามมากกว่าแต่มันเป็นคำถามทางวิชาการมาก ซึ่งบรรยากาศตอนนั้นมันไม่น่าถาม เพราะโดนนักเรียนจากประเทศอื่นดึงออกจากความวิชาการไปแล้ว เช่น มีเจ๊คนนึงถามว่า “ท่านบริหารเวลาอย่างไงคะ ให้ลงตัวระหว่างงานวิจัยกับครอบครัว” อะไรประมาณนี้ (คือคำถามนี้กูรับไม่ได้จิงๆ ถามเพื่อ?) คำตอบก้อง่ายๆ วิจัยไปสิ ลูกร้องก้อไปดู แบ่งเวลาดีๆ คนอื่นเขาดูแลลูกกันได้ นักวิจัยไม่ได้วิจัย 24 ชั่วโมงซะหน่อย คำถามที่กรูสงสัยเนี่ยมันเกี่ยวกะบรรยายเรื่อง Glycosylation คือ ตอนนี้เขาใช้หลักการนี้ สร้างวัคซีนป้องกันโรคที่เกิดจากไวรัส โดยการหา Glycosylate form ของไวรัส แล้วสังเคราะห์สารไปจัดการบลอก Receptor บนเซลล์มนุษย์ที่ เซลล์ไวรัสเข้าได้ เราเลยอยากรู้ว่าแล้วโรคที่เกิดจากไพออน มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนที่เราจะใช้หลักการเดียวกันกล่าวคือ พิจารณา Glycosylate form ของมันแล้ว บลอก Receptor (ใครรู้ตอบหน่อยนะ) อาหารเที่ยงก็มาแนวเดิมๆ พออิ่มหนำสำราญแล้วก้อไปฟังบรรยายต่อ ทีนี้เข้าบรรยายในเรื่องที่ชอบเลย คือ งานวิจัยของ Prof. Shu Chien ที่ทำเกี่ยวกะเรื่องหลอดเลือดและหัวใจเช่นกัน เขาบูรณาการความรู้ทางฟิสิกส์ เคมีและการแพทย์เข้าด้วยกันอย่างลงตัว เห็นงานวิจัยของเขาแล้ว โครงงานตูนี้เป็นขี้เล็บไปเลย เขาวิเคราะห์ได้อย่างละเอียดมาก มองในหลายมุมและลงประเด็นไดลึกและมีเหตุผลในทุกแง่มุม ทีมงานวิจัยของเขาอยู่ที่ UCSD (University of California at San Diego) เขามองลงไปถึงกระทั่งผลของการไหลที่ทำให้รูปร่างเซลล์เม็ดเลือดแดงเปลี่ยน (ส่งผลแน่นอนต่อเงื่อนไขที่ Cell Flux และ อัตราการไหลคงตัว) ผลกระทบต่อ Endothelium ผลกระทบต่อ Cytoskeleton รวมถึง Cell cycle เขาบอกว่าการไหลแบบลามินาร์ทำให้ Cell cycle สั้นลง แต่ Oscillatory Flow ทำให้ Cell cycle ยาวขึ้น คือประเด็นสุดท้ายเนี่ยเรามองไม่ออกจริงๆว่าทำไม (ใครรู้ตอบหน่อย คือพยายามยกมือถามแล้วแต่ไม่เรียกกรูซะที) น่าละอายนักทำโครงงานมาสองปีมองไม่ออกถึงปัจจัยอะไรพวกนี้เลย เห้อ.... สำหรับ Student to Master Dialogue วันนี้ข้าพเจ้าอัดอั้นยิ่งนัก คือยกมือตลอด แต่ไม่เรียกกรูเลย ยิ่งรอนานคำถามก้อยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ เรื่อยๆ คือแบบเข้าใน Field ของตัวเองอ่า เลยแบบสงสัยเยอะ ข้อสงสัยเช่น Cell Flux ที่เขากล่าวถึงเนี่ยนิยามอย่างไร ในเมื่อจำนวนเม็ดเลือก เป็นปริมาณที่ไม่ต่อเนื่อง (Quantized) นอกจากนี้เม็ดเลือดแต่ละอันก็ไม่เหมือนกัน ไม่ต้องมองไกลแค่ขนาดของ Erythrocyte กะ Macrophage ก้อสาหัสแล้ว แล้วความเป็นไปได้ในการใช้ Cell Flux ให้เป็นประโยชน์ในการตรวจโรค คือแบบเมื่อมีสิ่งแปลปลอมเข้าไปในระบบ Cell Flux เปลี่ยนแน่ เราจะประยุกต์ตรงนี้ยังไง นอกจากนี้ก้ออยากรู้ว่า การไหลของเลือดส่งผลต่อ Cellular Transport มากน้อยแค่ไหน อย่างไรและมีงานวิจัยในจุดนี้หรือยัง ยิ่งข้อสงสัยมากก้อยิ่งหงุดหงิด เมื่อเจอคำถามแบบที่ คนถามลืมคิดก่อนถาม เช่น จะสร้างความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างไร แล้วอีตาโปรเฟสเซอร์ก็เล่นตอบไปครึ่งชั่วโมงกว่า กรูจะบ้า ถ้ามาถามกรูนะจะตอบให้ว่า ไปแบมือของปะป้าเมิงจิ สรุปแล้วข้อสงสัยทั้งหลายก้อยังหาคำตอบไม่ได้ เห้อ..... Evening Talk วันนี้ก้อถูกไล่ไปฟังเรื่อง Nanotechnology ละ เนื่องจากหัวข้อที่อยากฟังมันเต็ม (อยากฟังเรื่อง Bioinformatics in Medical Filed อะ) ก้อนะไปฟังนาโนก้อ ทิงปู้ต่ง ไม่ใช่ทางของตูจิงๆเรื่องนี้ ซึ้งเลยถึงคำว่า “Be the Truth in your field” แม่งพ่นไรออกมากรูก้องงตึ้บ งงชนิดที่ว่าไม่รู้จะถามอะไรเลย แต่จะว่าไปนาโนเทคโนโลยีก้อมีประโยชน์มากอยู่ มีคนคิดวิธีการเปลี่ยนพลังงานเคมีในเซลล์ (ATP) มาใช้เป็นพลังงานจลน์ เขาเรียกว่า Biomolecular Motor เจ๋งจริงๆนายแน่มาก คิดได้ไงฟระ สำหรับช่วงนี้เราได้ลองถามอาจารย์ถึงความเป็นไปได้ในการประยุกต์นาโนเทคโลยีกับการแพทย์ เช่น การทำอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่แทนเม็ดเลือดแดงได้ (Artificial Erythrocyte) เพื่อช่วยรักษาโรค Anemia ทั้งหลาย เขาบอกว่าตอนนี้มีหลายคนกำลังทำแต่ยังไม่มีใครทำสำเร็จ เพราะกลไกร่างกายมันซับซ้อนมาก แล้วตบท้ายว่านักเรียนก็ไปลองทำดูสิ เผื่อได้รางวัลโนเบล เหอๆๆ ปัดโธ่พวกท่านทำไม่ได้แล้วป๋มจะทำได้มั้ย คือนะ เม็ดเลือดขาวจะมองไอ้อุปกรณ์เส็งเคร็งพวกนี้เป็นสิ่งแปลปลอมต้องกำจัด เราว่าจุดนี้เป็นทางตันสำคัญของการวิจัยในหัวข้อนี้เลยทีเดียว กลางคืนก้อนั่งเล่นเอ็ม เล่นไพ่ โฟ่แตก มีเด็กสิงคโปร์คนนึงเห็นหน้าแมร่งเป็นครั้งที่สองละ พอได้คุยกันเลยรู้ว่าปีที่แล้วเขาก้อไปเกาหลีมาเหมือนกัน ได้ข่าวว่าได้ฟังโครงงานกันมาก่อนด้วย รายนี้เป็นผู้หญิงแต่บ้าฟิสิกส์มากขนาดชื่อเอ็มยังเอาคำกล่าวของ Feynman มาใช้เลย severe นะเนี่ย สำหรับเล่นไพ่ก็เล่นบริดจ์ทีมเดียวกะ Ying คนนำกลุ่มที่เรียน MIT อะ เหรียญทอง IPhO นะรายนี้ อีกทีมก้อเป็นฟิสิกส์โอรอบสุดท้ายของไต้หวันกะว่าที่นักเคมีที่บ้าฟิสิกส์ฉิบหาย แต่แบบนะกรูชนะรวดไป 6 เกมอะ พอเริ่มแพ้ก้อแพ้รวดไป 4 เกม กรูเลยเลิกเล่นก่อนที่แม่งจะตีเสมอแล้วก้อนอน! วันนี้ตอนกินอาหารเย็นนั่งคุยกะจัสตินได้รู้อะไรเพิ่มเติมมากมาย คือในไต้หวันเนี่ย โรงเรียนม.ปลายเทพๆส่วนมากเป็นหญิงล้วน ไม่ก็ชายล้วน ส่วนระดับประถมเนี่ยจะเป็นโรงเรียนที่มีทั้งหญิงและชาย ซึ่งต่างจากไทยโดยสิ้นเชิง ในไทยโรงเรียนชายล้วน หญิงล้วนจะดังๆตอนชั้นประถม แต่พอโตขึ้นโรงเรียนสห ก้อจะเป็นที่นิยมมากขึ้นขึ้นตามลำดับ อันนี้แล้วแต่ความเห็นส่วนบุคคลว่าชอบแบบไหนไม่ขอวิจารณ์ และได้ความรู้ทางภาษาเพิ่มนิดนึงคือ ภาษาจีนเนี่ยยากที่ตัวอักษร การทับศัพท์ก้อยาก คือแบบไม่ใช่อยากทับศัพท์อะไรก้อจะทำได้ง่ายๆ แต่ในเรื่องโครงสร้างประโยคง่าย ตรงข้ากะไทยที่การสร้างคำไม่ยากนัก(แม้ว่ากูจะท่อง ก-ฮ ไม่ถูก กูยังทำได้) แต่โครงสร้างประโยคของไทยเนี่ยงงงวยอย่าบอกใคร สรุปวันนี้กรูมีแต่ข้อสงสัยเต็มหัว และได้ซึ้งถึงคำว่า Be the Truth in your Field จริงๆ แล้วก้อได้รู้ว่าโรงเรียนสห ของไต้หวันไม่ค่อยเป็นที่นิยมในระดับม.ปลาย และโครงงานที่เคยทำตอนนี้เป็นแค่ขี้เล็บต้องการการพัฒนาอย่างเร่งด่วนสุดๆ 2007/8/7 Mwitish Sirirajian on “Ilha Formosa” Part 2ใครยังไม่อ่าน Part 1 แนะให้กลับไปอ่านก่อน
ตอน ยิ่งกว่าค่ายโอลิมปิกและโอลิมปิก 6 สิงหาคม 2550 ดูจากชื่อตอนแล้วคงไม่ต้องเดาเลยว่าค่ายนี้เป็นยังไง แค่วันแรกก้อ Severe แล้ว เริ่มจากการตื่นนอนที่ต้องเช้าขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากเวลาที่นี่เร็วกว่าไทยหนึ่งชั่วโมง ตื่นมาก้ออาบน้ำ แต่งตัว ลงไปกินอาหารเช้าที่เขาจัดไว้ให้ เนื่องจากอาหารอร่อย เราก้อเลยกินซะ ปกติเราไม่ค่อยได้กินอาหารเช้า เพราะเอาเวลาไปนอนซะ ปกติตื่นมาก้อวิ่งเข้า L เลย แต่ในกรณีนี้มันอร่อยขอยกเว้น เสร็จจากอาหารเช้า ก้อพิธีเปิด คนกล่าวเปิดจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากหนุ่มป๊อปแห่งไต้หวัน หยวน ที ลี จากนั้นก้อต่อด้วยการบรรยายเลย ประเดิมด้วยหัวข้อ Power of the Sun เรื่องราวเกี่ยวกับการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ จากอดีตถึงปัจจุบัน และการพัฒนาต่อไปในอนาคต งานนี้เขาเปิดเป็นสารคดีให้ดูเลย อารมณ์คล้ายๆ Discovery แต่ก่อนเปิด Walter Kohn นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล ได้บรรยายคร่าวๆ หลังการบรรยายจบเขาเปิดโอกาสให้ซักถาม การแก่งแย่งไมโครโฟนเป็นไปอย่างดุเดือด ต่างคนต่างแย่งกันถาม อยากจะรู้จัง ถ้าไม่มีรางวัลคำถามเนี่ยแกจะถามกันมั้ย เหอๆกูละแย่งไมค์ไม่ได้เลย ไม่อยากจะบอกว่าแย่งไมค์เนี่ยอยากกว่าที่คาราโอเกะอีก จากนั้นเขาปล่อยไปทานอาหารว่างสุดหรู ครึ่งชั่วโมง จะบอกว่าอาหารว่างมีให้เลือกเยอะมาก 3 โต๊ะยาวต่อกัน ยิ่งเห็นยิ่งคิดไม่ออกเลยว่าปีที่ไทยเป็นเจ้าภาพจะจัดได้อย่างนี้หรือป่าว ได้ข่าวว่าก่อนไทยจะจัดมี ญี่ปุ่น จีน และเกาหลีจัดก่อนอะ เหอๆ หมดเวลาอาหารว่างก้อได้เวลา Round Table Discussion พวกรางวัลโนเบลทั้งหลายไปนั่งบนเวทีให้เด็กถาม เหมือนเดิม ไมค์เนี่ยแย่งยากฉิบอดถามอีกตามเคย อัดอั้นละนะคำถามล้นกระบาลแล้ว อีกไม่นานกูจะ Cerebral Explosion แล้ว ครึ่งวันก้อผ่านไปอย่างมีสาระแสดๆ อาหารเที่ยงเขาจัดให้เด็กๆได้นั่งกินข้าวกะพวกนักวิทยาศาสตร์ กลุ่มเรานั่งกะ Professor Frank H Shu อาจารย์ UCSD ในภาคฟิสิกส์ เขาอยู่อเมริกาตั้งแต่ 6 ขวบ ก้อไม่เก่งเท่าไรนะ จบแค่ MIT งานวิจัยก้อไม่เท่าไรแต่ได้เป็นสมาชิกของ National Academy of Science of USA เห้อ.... อาหารบนโต๊ะก้อกับข้าวเยอะมาก แต่รสชาติไม่ต่างจากที่กินกะอากงที่บ้านเลย กินไปก้อคุยกะท่าน Professor ไป เขาแนะนำให้ทุกคนไปเรียนเมืองนอกเพื่อประสบการณ์ใหม่ๆ แต่เราบอกเขาว่าการที่เราเรียนแพทย์ควรเรียนในไทยก่อน เพราะยังไงซะเราก้อต้องกลับมารักษาคนไทย เราจะได้เรียนรู้โรคในแถบนี้ไว้มากๆ แล้วตบท้ายว่าจบปีหก จะไปต่อต่างประเทศเพื่อทำงานวิจัย เย้เย คือท่านโปรเนี่ยพูดเหมือน ผอ. ที่มหิดลวิทย์มากๆ ไอ้พวกการสร้างองค์ความรู้เนี่ย หลังอาหารเที่ยงเราก้อไปฟัง Parallel Session เราไปเข้าฟังชีวะอะ 555 เบื่อฟิสิกส์ละ คนบรรยายชีวะเนี่ยคือ Professor Yuh Nung Janเขาจบฟิสิกส์ในระดับปริญญาตรี ในไต้หวัน แล้วไปเรียนต่อ Biophysics ที่ Caltech เรื่องที่เขาบรรยายเกี่ยวกับNeuroscience ที่ต้องบูรณาการฟิสิกส์และชีวะเข้าด้วยกัน แต่วันนี้หนักชีวะไปหน่อยนะ ในParallel Session คนน้อยลงเราเลยมีโอกาสได้ถามมั่ง ที่ถามเนี่ยเพราะไม่เข้าใจที่เขาบรรยาย เขาพูดเกี่ยวกับการศึกษาลักษณะของเซลล์ในระบบประสาทโดยลงลึกไปถึงระดับยีน เขาศึกษาจากแมลงหวี่แล้วนำมาเทียบกับมนุษย์ ทั้งนี้ที่ทำได้เพราะ Hox Gene มีการเปลี่ยนแปลงน้อยมากในการวิวัฒนาการ(เขาบอกว่างี้นะ) โดยสัณฐานของเซลล์เนี่ยจะขึ้นกับหน้าที่และ เซลล์พวกเนี้ยฉลาดมันจดจำกันได้และในการฟอร์มระบบประสาทมันมี Self-Avoidance Ability ซึ่งใช่โปรตีนตัวหนึ่วชื่อ DScam ถ้าเป็นโครงสร้างเดียวกันจะจดจำกันได้ ในคนที่เป็นดาวน์ซินโดรม Dscam จะต่างกันเซลล์จะจดจำกันไม่ได้ เราสงสัยที่ว่าคนที่เป็นดาวน์ซินโดรมเนี่ยเกิดจากโครโมโซมคู่ที่ 21 เกินมาแท่ง (Trisomy) ไอ้โครโมโซมที่เกินมาเนี่ยมันไปทำอะไร มันสร้างสารอื่นมายับยั้ง DScam ป่าว แต่ Prof เขาบอกว่ายังไม่มีการศึกษาในจุดนี้ เขาคาดว่าความผิดปกติของยีนตรงนี้ส่งผลให้การสังเคราะห์โปรตีนมีปัญหา และในกรณีที่ DScamเสียสภาพระหว่างการสร้าง Dendrite Field จะเกิดอะไรขึ้น Prof ตอบว่ายังไม่การศึกษาในด้านนี้ อยากรู้ต้องวิจัย หมดเวลาเขาก้อปล่อยไปแดกอาหารว่างอีกรอบขนมก้อเยอะเหมือนเดิม ในช่วงอาหารว่างเนี่ยพวกเด็กๆโดยเฉพาะไต้หวันไปรุมถามอาจารย์บรรยายเหมือนค่ายโอฯเลยหวะ (โอฯชีวะนะ น้องปิงบอก) แดกเสร็จก้อต้อนเข้าห้องในช่วง Student To master dialogue คือให้ถามต่อ เราก้อถามเพิ่มเกี่ยวกะ Dscam เนี่ยแหละ คือเรื่องของเรื่องกูงงเรื่องนี้ คำถามคือ Dscam พบในสัตว์ชั้นต่ำมากๆ เช่น ไฮดรา หรือป่าว Prof เขาบอกไม่แน่ใจอาจจะมี แต่ในจำพวก Arthropods ขึ้นมามีแน่นอน และคำถามสุดท้ายของเราคือเกี่ยวกะ Resolution ของเทคนิค X-Ray Crystallography ถ้าสิ่งที่เราศึกษาเล็กกว่านี้จะทำยังไง เขาตอบว่าไม่มีทางอื่นนอกจากใช้ Synchrotron เราเลยนึกขึ้นได้ว่าปีที่แล้วตอนไปเกาหลีก้อไปดูเรื่องพวกนี้มา ที่Pohang University ในเกาหลีเขาใช้ Synchrotron ศึกษาโครงสร้างสารอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ไอ้เครื่องบ้าเนี่ยที่ไทยก้อมีนะที่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ที่โคราช แต่ต่างกันที่ของเรามีไว้ให้คนมาดูงานเฉยๆ กล่าวอย่างเสียดสีคือ มีไว้ประดับบารมี!! นอกจากคำถามพวกนี้แล้ว Prof ก้อแนะนำวิธีการเรียนของเขา เขาบอกว่าการศึกษาชีววิทยาในปัจจุบัน ถ้ามีภูมิหลังทางฟิสิกส์ที่ดีจะได้เปรียบ ในช่วงนี้มีProf หลายๆคนนั่งอยู่หน้าห้องคอยตอบคำถามและพูดบรรยาย มีคนนึงเขาจบแพทย์แล้วทำงานวิจัยปรากฏว่าติดๆขัดๆ เขาเลยเริ่มศึกษาฟิสิกส์และนำมาประยุกต์ใช้ ปรากฏว่างานวิจัยเขาเจ๋งขึ้นเป็นกอง จบจากช่วงนี้ก้อห้าโมงครึ่งแล้ว ถ้าเป็นค่ายโอฯตอนนี้ก้อนอนพักแล้ว แต่ที่นี่ยังไม่จบหลังอาหารเย็นมี Evening Talk ต่ออีก ในช่วงนี้ด้วยความที่เคยเป็นนักเรียนฟิสิกส์โอลิมปิก เราเลยเลือกที่จะไปร่วมในหัวข้อ Structure Biology เขาใช้เทคนิค NMR (Nuclear Magnetic Resonance) ในการศึกษาโครงสร้างของโปรตีน หลักการคือ Label กรดอะมิโนด้วย N-15 แล้วเอามันไปเข้าเครื่องหาความถี่เรโซแนนซ์ ซึ่งไอ้ความถี่เนี่ยเกิดจากโปรตอนในโมเลกุล จากนั้นเขาก้อพูดต่อถึงการประยุกต์ใช้ในทางการแพทย์เกี่ยวกับ FGF (Fibroblast Growth Factor) ที่ช่วยในการแบ่งเซลล์เพื่อทดแทนเซลล์ที่เสียหาย และควบคุมการ Differentiate ของเซลล์ สำหรับคนที่เป็นโรคเส้นเลือดตีบตัน (Stenosis) เทคนิคในปัจจุบันคือทำบอลลูน แต่ปัญหาคือ เจ้าบอลลูนเนี่ยไปทำ Mechanical Damage ให้กับ Smooth Muscle ในหลอดเลือดทำให้เกิดการแบ่งเซลล์มาทดแทนและเกิดการตีบตันอีกครั้ง (Restenosis) ซึ่งวิธีแก้คือให้ทานยาที่เป็นสาร Phosphosulfonated Pyrrole Suramine เข้าไป เพื่อยับยั้งการทำงานของ FGF เมื่อ Endothelium แบ่งตัวมาปกปิดชั้นของ Smooth muscle เสร็จ ก้อเลิกทานยาตัวนี้ได้ มหัศจรรย์จอร์จ! แต่กรูก้อมิวายสงสัยอะไรบ้าๆบอๆอีก คือ สงสัยเกี่ยวกะผลข้างเคียงของยาตัวนี้ อาจารย์เขาบอกว่าไม้ต้องห่วงเรื่องผลข้างเคียงเพราะยาตัวนี้จำเพาะกับ Receptor แถวๆหลอดเลือดโคโรนารี Receptor เป็น G-Protein แบบหนึ่ง (เพิ่งสอบมาโว้ย) อยากจะบอกว่าระหว่าง Evening Talk กรูนั่งข้างเหรียญทองโอลิมปิกชีวะ อย่างไม่รู้ตัว มารู้อีกทีตอนเสร็จจาก Evening Talk ตอนแนะนำตัว คือเด็กโอฯชีวะคนเนี้ยชื่อ Senna มาจาก Indonesia คนเนี้ยไม่ธรรมดา รู้จักทั้งไอ้อาร์ต พี่ต้น พี่โอเช่ บุ๊ค ฝน ปิงปอง บุญสมและแสตมป์ คือเจ๊แกเขาไปโอลิมปิกมาสองปีอะนะ เขาบอกเขานั่งเล่นไพ่กับเด็กไทยเลยรู้จักกัน เนื่องจาก Senna รู้จักพี่รหัสของข้าพเจ้าผู้ซึ่งได้เหรียญทองโอลิมปิกชีวะที่อาร์เจนตินา และได้ A ช้วนในปีหนึ่ง จึงแอบนินทาพี่รหัสของข้าพเจ้า ให้ข้าพเจ้าฟังนิดนึง 5555 อยากรู้มาถามเองนะพี่ ส่วนไอ้แรดเขาไม่มีอะไรจะนินทาแกหวะ เราเลยนินทาแทน 55555 เรื่องราวของเด็กโอลิมปิกยังไม่จบเท่านี้คือจะบอกว่า ไมเคิลแม่งก้อเป็นเด็กฟิสิกส์โอลิมปิกของไต้หวันรอบสุดท้ายเหมือนกรูเนี่ยแหละ แต่พอแม่งตกค่ายเลยมาเรียนหมอ (คงไม่ต้องบอกนะฟิสิกส์โอลิมปิกของไต้หวันเทพแค่ไหน ก้อแค่สลับกันเป็นที่หนึ่งโลกกับจีน) เขาบอกเป็นหมอมีทางเลือกมากกว่า มันก้อจริงนะกรูว่า จบหมอทำวิจัย Medical Physics ก้อไม่เลว ส่วนคนนำกลุ่มของเราก้อเคยได้เหรียญทองฟิสิกส์โอลิมปิกที่สเปน ตอนนี้เรียน MIT อยู่ เหอๆ เทพแม่งล้อมกูแล้วแสดๆ รัศมีรุนแรงจิงแต่ละคน กูละกลายเป็นควายในหมู่เทพเลย วันนี้ได้ข้อมูลเกี่ยวกะการศึกษาในไต้หวันมาเพิ่ม ระบบการคัดเข้ามหาวิทยาลัยก้อคล้ายกะไทย แต่เขาเลือกคณะได้ถึงร้อยอันดับ (กูงงเลย เลือกห่าไรกันวะ) ช่วงใกล้สอบเด็กเขาก้อเรียนกวดวิชานะ สำหรับแพทย์เขาสอบหกวิชาคือ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา คณิตศาสตร์ วรรณดีจีนและภาษาอังกฤษ ที่เนี่ยรัฐบาลไม่ได้หุ้ทนเด็กเรียนวิทยาศาสตร์เยอะเหมือนที่ไทย แต่ทำไมเขามีนักวิทยาศาสตร์เจ๋งๆเยอะแยะ ที่นี่โอลิมปิกเขาติวแค่สามอาทิตย์กับส่งชีทให้เด็กอ่านระหว่างปีแต่ทำไมเขาได้เหรียญทองกันมากมาย ไทยเราติวกันตั้งหลายเดือนถึงขนาดโดดโรงเรียนไปติว ทำไมสู้เขาไม่ได้ ก้อกยากจะบอกว่าระบบการจัดการการศึกษา หลักสูตรและมาตราฐานการศึกษาของเขาเจ๋งจริง ช่องว่างความรู้ของเด็กโอลิมปิกกับเด็กธรรมดาของเขาไม่กว้างมากนัก ในไทยเนี่ยเด็กโอฯจะถูกติวจนรู้มากกว่าเด็กธรรมดามากๆ แต่แล้วไง ประเทศเราจะเจริญด้วยเด็กโอฯ ไม่กี่คนเหรอ แล้วแน่ใจเหรอว่าเด็กโอฯ เนี่ยเก่งจริงในงานวิจัยจริงๆ ที่ไม่ได้วัดกันด้วยข้อสอบแค่ไม่กี่ข้อ ที่ไต้หวันเห็นได้ชัดในความใฝ่รู้ของเด็ก เขาไปรุมถามอาจารย์ทันทีหลังการบรรยายเมื่อมีข้อสงสัย เป็นที่ไทยหมดคาบก้อเก็บกระเป๋าโกยเลย (กรูก้อเป็น) เห็นแล้วกรูเนี่ยละอายเลย เสร็จจาก Evening Talk ก้อไปเดิน Night Market ละก้อกลับมาเขียนไดอารี่เนี่ยแหละ พรุ่งนี้ต้องบู๊ต่อตอนเช้า Plenary Session เป็นเรื่องเกี่ยวกับ Glycosylation ตอนบ่ายจะไปฟังอาจารย์ที่จบหมอในเรื่อง Role of Force Direction in Biological Behavior: Insights into Career Development and Way of Life คือเกี่ยวกะฟิสิกส์นะจะบอกให้ สาเหตุที่ไม่เข้า Session ที่เกี่ยวกะฟิสิกส์ตรงๆเลยเพราะ แมร่งจะพล่ามเรื่อง Quantum ซึ่งกรูเบื่อ เป็นนักศึกษาแพทย์เอาไรมากมายจะเรียนฟิสิกส์ก้อเอาที่มันไว้ใช้กะแพทย์ได้เยอะสิฟระ จะไปสอนทฤษฏีควอนตัมคนไข้หรือไง สรุปวันนี้กูวิชาการไปตั้งแต่แปดโมงเช้ายันสามทุ่มสิริเวลาได้สิบสามชั่วโมง ตัดพักออกรวมสองชั่วโมงก้อ เหลือสิบเอ็ด วันนี้วิชาการไปสิบเอ็ดชั่วโมงเหนื่อยโคตร ก่อนกลับกรูคง Cerebral Explosion ก่อนแน่ๆเลย แม้จะเป็นรายการที่เล็กกว่าโอลิมปิกแต่ขอบอกว่าถึกและเร้าใจกว่าโอลิมปิกมากๆ (ถึงไม่เคยไปแข่งก้อเดาได้อย่างมั่นใจ) ช่วงเวลาไร้สาระแทบหาไม่ได้เลย วันแรกก้อ severe ละ เนี่ยถึกยิ่งกว่าโอลิมปิกอีก แถมยังมาเจอเทพโอลิมปิกอีก เลยไม่แปลกที่วันนี้จะใช้ชื่อตอนว่า ยิ่งกว่าค่ายโอลิมปิกและโอลิมปิก Mwitish Sirirajian on “Ilha Formosa” Part1
คำแนะนำก่อนอ่าน: เนื่องจากเรื่องมันยาวมากให้อ่านผ่านๆ แล้วไปอ่านย่อหน้าสรุปเอา ย่อหน้่าสรุปจะเป็นตัวอักษรสีขาว ถ้าอยากอ่านละเอียดก้อตามใจ แต่กรูเชื่อว่าคงไม่มีใครอ่านรู้เรื่องทุกย่อหน้า _________________________________________________________________________________________________________________________ ตอน ไต้หวันไม่ใช่ไทยแลนด์ 5 สิงหาคม 2550 Ilha Formosa เป็นภาษาโปรตุเกสมีความหมายว่า Beautiful Island ในปัจุบันเกาะนี้เป็นที่ตั้งของประเทศสาธารณรัฐจีนหรือที่เรารู้จักกันในนามไต้หวัน ในคราวนี้ Mwitish ได้มาเยือนเพื่อร่วมงาน 2007 Asian Science Camp งานนนี้จัดขึ้นมาเพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนเอเชียได้พบปะกับนักวิทยาศาสตร์ชาวเอเชียระดับชั้นนำของโลกและแลกเปลี่ยนความรู้ ประชันความคิดกัน ในงานนนี้มีตัวแทนนักเรียนจาก 15 เขต ได้แก่ ไต้หวัน เกาหลีใต้ อินโดนีเชีย ฟิลิปปินส์ คาซัคสถาน อิสราเอล ญี่ปุ่น สาธารรัฐประชาชนจีน สิงคโปร์ มาเลเซีย อิสราเอล มองโกเลีย ฮ่องกง ออสเตรเลีย และไทย ทุกอย่างเริ่มในเวลาตีสองของวันที่ 5 สิงหาคม 2550ตื่นขึ้นมาอาบน้ำ แปรงฟัน แต่งตัว ใส่สูทเต็มยศแล้วเดินทางไปสนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินที่หรูเลิศที่สุดในประเทศไทย งานนี้ผู้แทนจากประเทศไทย ได้แก่ เราเอง นักศึกษาชั้นปีที่หนึ่ง คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล พี่เตยและพี่เต๋า นิสิตปีสอง คณะวิทยาศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย น้องโซ่ ม.6 โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ โรงเรียนวิทยาศาสตร์และการละครแห่งแรกและแห่งเดียวของราชอาณาจักรไทย น้องปิง ม.6 โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย น้องไบร์ท ม.6 โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษดิ์ น้องอาร์ต น้องนุ่น น้องมะขาม ม.6 โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน และอาจารย์ผู้คุมทีม อ.จันทร์เพ็ญ จากคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นอกจากนี้ อ.สุวรรณ จากลาดกระบังฯ จะตามมาในวันที่ 8 นี้ เพื่อประชุมการนำโครงการนี้ไปจัดในประเทศไทยในอนาคต พิธีส่งผู้แทนเล็กๆได้จัดขึ้นอย่างเรียบง่ายมีเพียงการถ่ายรูป ให้โอวาท และติดเข็มของสอวน. โดย อ.ศักดา และ อ.เย็นใจ จากนั้นทุกอย่างก็ดำเนินไปอ.จันทร์เพ็ญนำทีมเดินไปขึ้นเครื่อง แต่ไม่ทันได้ขึ้นเราก็ถูกเจ้าหน้าที่สงสัยซะละว่าพกอาวุธขึ้นเครื่องบิน โดยค้นกระเป๋าอีก สรุปคือ เจ้าหน้าที่คิดว่ากล้องแคนนอนคือ ปืน เห้อ..... เวลาเจ็ดโมงเช้า เครื่องบินเที่ยวบิน TG 634 ทยานสู่ฟ้ามุ่งหน้าไปสนามบินเจียงไคเช็ค ประเทศสาธาณรัฐจีน และจากนั้นจะบินต่อไปยังอินชอน ประเทศเกาหลีใต้ นึกถึงปีที่แล้วจริงๆ เก้าวันในปูซานช่างน่าประทับใจมากๆ แต่เอาเหอะครั้งนี้เราจะไปบู้ที่ไทเป เพราะฉะนั้นเราจะหยุดที่สนามบินเจียงไคเช็คเท่านั้น ไม่บินต่อไปอินชอน บนเครื่องแอร์โฮสเตสสายการบินที่ดีที่สุดในประเทศไทย ได้ดูแลพวกเราอย่างดีเกินไปหรือป่าว เป็นนิสัยของเราขึ้นเครื่องต้องขอไพ่ เราก้อเลยขอไพ่แอร์โอสเตสเขาไปหนึ่งสำรับ สักพักเขาเดินกลับมาบอกเราว่า “น้องคะ พี่ขอโทษ พี่มีไพ่ไม่ครบจำนวนคน” กูละงงเลยทีนี้หมายความว่าอะไรฟระ พอพี่เขายื่นไพ่มาก้อช็อคเลย เขายื่นไพ่กล้องใหญ่มาให้ข้างในมี 5 สำรับ คือเขาคิดว่าเราขอสอบสำรับหรือไงฟระ ให้มาก้อดีเราก้อชักไว้หนึ่ง ที่เหลือก้อส่งต่อๆไปให้น้องๆและพี่ๆที่มาด้วยกัน เจ้ากรรมจริงๆสายการบินไทยไม่มีเพลงไทยฟัง เราก้อเลยเปิดเพลงเกาหลีฟังแทน อ้อ...ลืมบอกไปที่เราดูหนังที่สายการบินเปิด เพราะ หนังเรื่องนั้นคือ NEXT หนังที่น่าเบื่อสุดในรอบห้าล้านปี จำแม่นเลยวันรับน้องกสพท. อีมล(เป็ด หมอทหาร) ชวนโดนไปเสียตังค์ฟรีให้หนังเรื่องนึ้ ไม่เชื่อถามอาร์ต(เหรียญทองชีววิทยาโอลิมปิกและนักเรียนแรด ถึกทนนานดีเด่น) กะณัทธร(กามเทพ)ดูได้ นอกจากนี้เรื่องราวบนเครื่องบินยังมีต่อ คือ พวกพนักงานสายการบินทุกคนตั้งแต่กัปตันยันแอร์เดินมาถามว่า น้องไปแข่งกีฬาอะไรกัน เห้อ.... หน้าอย่างกรูแข่งกีฬาไรดี!!! เอาเถอะช่างมันยังไงเขาก้อส่งเราถึงที่หมายด้วยบริการทุกระดับประทับใจก้อละกัน ถึงสนามบินเจียงไคเช็ค มีคนมารอรับพวกเราไปพร้อมกับทีมจากฮ่องกงและญี่ปุ่น อยากจะบอกว่ามีแค่ไทยแลนด์กะสิงคโปร์เนี่ยแหละที่ ใส่สูทมาซะเต็มยศ คนอื่นเขาไม่ใส่กันเลย แต่ก้อดีเหมือนกันใส่สูทแม่งร้อนดี แอบเท่ห์นิดนึง มาถึงแคมป์เขาให้เราเอาของไปวางไว้ในห้องเก็บของก่อน แล้วเอาเงินฟาดใส่ให้ไปกินข้าวเที่ยง ไอ้พวกเราอยากกินอาหารพื้นเมืองเลยให้เด็กเขาพาไปตลาด ถึงตลาดต้องแปลกใจเมื่อบรรยากาศตลาดเหมือนคอนเนอร์ตรงข้ามคอนโดที่ศาลายาไม่ผิดเพี้ยน อาหารที่ขายก้อคือ หอยยยยยยทอดดดดดดดดดดด รสชาติไม่ต่างจากศาลายาเลย ต่างจากศาลายาอย่างนึงคือ น้ำปั่นที่ขายมีเมนูเด็ดคือ น้ำมะระปั่น ไอ้เราเห็นชื่อน่ากิน “Honey bitter Lemon” เลยสั่งมา คือแบบเห็น Honey ก้อสั่งเลย ไม่อ่านต่อให้ดีว่ามี Bitter อยู่ข้างหลัง นึกว่าจะหวานอร่อย รู้ตัวอีกทีก้อแม่ค้าหั่นมะระสามซีกควายๆโยนลงเครื่องปั่นไปแล้ว แต่ไม่ใช่เราคนเดียวที่ซวย คุณน้องปิงที่ลอกการสั่งน้ำจากเราก้อพลอยซวยตามไปด้วย 5555 เหมือนไอ้ปั่นปวนตอนไปรัสเซียที่เอาวอดก้าที่เราสั่งผิดมาไปแดกซ์ แล้วก้อเดินเมากลางเซนต์ปีเตอร์เบิร์กเลย 5555 คล้ายๆกัน ต่างแค่ครั้งนั้นเราแค่จิบเลยไม่เมา แต่ครั้งนี้ทั้งเราและน้องปิง หมดแก้วคร้าบบบบบ...... รสชาติก้อแรกๆจะหวานๆ พอกลืนจะไปขมในคอ จึ๋ย! จากนั้นก้อกลับมาที่ค่ายได้ทำการเช็คอิน และไปร้านค้าซื้อน้ำพันซ์ปั่น อารมณ์คล้ายๆซาเลิปปี้ที่เซเว่นอะ ไอ้เราก้อกะใช้เทคนิคจากไทยแลนด์ แต่ลืมไปว่านี่คือไต้หวัน ขณะที่กำลังเคาะๆและยัดๆให้ระดับซาเลิปปี้สูงที่สุดนั้น อีคุณแม่ค้าก้อเดินมาทำให้ซะเลย เหอๆๆๆ เส้าเลย แก้วตั้งสามห้าเหรียญ นึกว่าจะแดกคุ้มซะละ เสร็จจากซาเลิปปี้ก้อขนของขึ้นห้องนอนเขาให้นอนห้องละหกคน ห้องเราก้อไต้หวันหมดเลยมีเราไทยคนเดียว ของบอกว่าห้องอนหรูมาก หอสสวท.ไม่ติดหนึ่งในห้าล้านห้าเลย แม้อยู่ห้องละคนคนนะ ห้องตกแต่งหรูอย่างกะโรงแรมห้าดาว มีทีวีจอพลาสมาให้ มีห้องอาบน้ำและห้องน้ำในตัวอย่างละสองห้อง ดูในรูปละกัน คนที่เคยเข้าค่ยโอฯแล้วชมว่าหอสสวท.ดี ก้อดูนี่ก่อนแล้วจะพูดใหม่ พอมาถึงห้องกรูก้อเมคนิวเฟรนเลย เข้าร่วมวงไพ่กะแมร่ง เขาเล่นสลาฟกันกติกาต่างจากที่ไทยนิดหน่อย แต่กูก้อชนะรวดเฟร่ย 5555 ฝึกทักษะจากไทยมาดี แค่วันแรกก้อประกาศให้โลกรู้แล้วว่า การเล่นไพ่พี่ไทยไม่แพ้ใคร เย็นๆเขาพาไปโรงแรมสุดหรูแห่งหนึ่งชื่อ Grand Hotel ตกแต่งแบบ Very Chinese จริงๆ ดูข้างนอกเหมือนหอขังปีศาจในเรื่องไซอิ๋วเลย พอเข้าไปข้างในแล้วกรูละอยากเป็นปีศาจจริงๆ โอเร็นเตลนี่ชิดซ้ายตกเจ้าพระยาไปเลย วันนี้ได้รับประทานมื้อเย็นสุดหรูกะเพือ่นๆในกลุ่ม ซึ่งมีไต้หวันแปดคน อิสราเอลคนนึง และไทยคือเราเองอีกคน มีคนบอกมาว่าหัวละ 1300 ดอลลาร์ไต้หวัน อาหารก้ออร่อยสมราคาจิงๆ แต่ทว่างงจิง คนไต้หวันกินกันน้อยแสดๆ อ่า กรูนะอยู่เมืองไทยไปกินบุฟเฟ่ต์กะเพื่อนๆเป็นตัวกินน้อย ถ้าเอากรูมาทิ้งที่ไต้หวันนะ รับรองเป็นตัวโปรบประโยชน์ได้เลย นอกจากนี้บุฟเฟ่ต์มื้อนี้ยังได้กินร่วมกับนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลซะด้วย (วันนี้เจอหน้า หยวน ที ลี ที่เคยมาบรรยายที่ MWIT ตอนเราอยู่ ม.4 ด้วย ที่นี่เขาปอปมากๆ แบบเด็กๆไปขอถ่ายรูปตรึม) เด็กไทยอะนะบ้าดารา แต่เด็กไต้หวันบ้านักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล เหอๆ ขณะกินข้าวได้ทำความรู้จักกะเพื่อนๆ ก้อทราบมาว่า คนดูแลกลุ่มตอนนี้ อยู่ปีสอง เรียนฟิสิกส์อยู่ที่ MIT (เทพแสดอะ) มีนักศึกษาแพทย์ในกลุ่มอีกคนชื่อ ไมเคิล (ชื่อภาษาอังกฤษของมัน จำชื่อจีนมะได้) จัสติน อันนี้คนไต้หวันแต่ชื่อจัสติน ตามบัตรประชารชนเลย รายนี้ก้อกำลังจะไปเรียนต่อที่ Stanford University ในสาขาจิตวิทยา อีกคนที่จำชื่อได้คือ ฮอง เรียนเคมี ปีสามอยู่ที่ไต้หวันเนี่ยแหละ วันนี้รู้มาว่าที่ไต้หวัน หมอเขาเรียน 7 ปี ถึงจะได้ปริญญา 7 ปีของเขาคือ Basic Science 2 ปี Pre-Clinic 2 ปี Clinic 2 ปี และ intern 1 ปี (ไม่ใช่ extern เหมือนที่ไทยนะ) แล้วจะได้ปริญญาแพทยศาสตร์บัณฑิต จากนั้นค่อยต่อเดนซ์และเฟลโลว์ ได้ยินมาว่า ที่ไต้หวันแพทย์เขาเทพเรื่อง Cardiac Surgery มากๆ ไมเคิลบอก วันนี้ได้เรียนรู้ว่าไต้หวันกะไทยแลนด์ออกเสียงคล้ายกันมาก ขนาดกรูคนไทยแท้ๆยังฟังไต้หวันเป็นไทยแลนด์ตั้งหลายรอบ ส่วนพวกไต้หวันก้อฟังผิดๆเพี้ยนๆเหมือนกัน เลยไม่แปลกใจว่าทำไมพวกบ้านนอกในอเมริกาจึงแยกไม่ออกว่าไทยแลนด์กะไต้หวันต่างกันยังไง สำหรับอากาศที่ไต้หวันตอนนี้ก้อร้อนเหมือนไทยเลย จัสตินบอกเนี่ยหน้าร้อนเขาเดือนนี้ร้อนที่สุดในปี เราก้อบอกเขาว่าไทยมีสามฤดูคือ ร้อน ร้อนมาก และร้อนที่สุด อุณหภูมิพุ่งพรวด จัสตินเลยอ้อว่าเคนได้ยินเกี่ยวกะสงการนต์มาบ้าง ไต้หวันไม่ร้อนเหมือนไทยแลนด์นี่เลยไม่มีตรอกข้าวสารให้นักท่องเที่ยวมาเล่นน้ำ จัสตินบอกหน้าร้อนของไต้หวันก้อร้อนขั้นทุกปีๆ คือเราก้อไม่อยากจะบอกว่า ถ้าหน้าร้อนในไทยร้อนกว่านี้นะ เอนไซม์ของคนไทยจะเสียสภาพ(Denature) กันหมดแล้ว พรุ่งนี้งานก้อจะเริ่มฟังบรรยายและดิสคัส ถึงจะมาในสาขาฟิสิกส์แต่พอเห็นหัวข้อฟิสิกส์กะวิทยาศาสตร์การแพทย์แล้ว เราว่าจะไปเข้าฟังวิทยาศาสตร์การแพทย์แหละ ดูน่าฟังมากๆ มีเกี่ยวกะ Neuroscience กะ Medical Physics ชอบๆ ช้ความรู้ทางชีววิทยากะฟิสิกส์มาบูรณรการกัน ดูมีประโยชน์ดี สำหรับทางฟิสิกส์เพียวๆก้ออยู่กะ Untouchable Topic กัน เช่น Neutrino, Astrophysics, String Theory และก้อ Modern Optics ซึ่งกรูก้อไม่สันทัดนัก เห้อ.......... สรุปวันนี้ได้ข้อแตกต่างที่มายืนยันว่าไต้หวันไม่ใช่ไทยแลนด์มากมาย แม้คนจะชอบกินหอยทอดเหมือนกัน แต่ หนึ่งไต้หวันมีน้ำมะระปั่นราคาแพงสุดในร้าน แต่ถ้าเอามาไทยจะขายไม่ออก สองที่ไต้หวันกติกาสลาฟไม่เหมือนเมืองไทย ขอเขาคนแพ้ออก ให้คนอื่นเข้ามาเล่นแทน ไม่มีการแลกไพ่ สลาฟมีสเตจ ฟูลเฮ้าส์ อะไรไม่รู้วุ่นวายไปหมด ของไทยกติกาง่ายกว่า สามเด็กไต้หวันบ้านักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล เด็กไทยบ้าดาราหนังน้ำเน่ สี่คนไต้หวันชอบชอปปิ้งกลางคืน แต่กลางคืนคนไทยจะดูละครน้ำเน่า ห้าหมอไต้หวันเรียน 7 ปี หมอไทยเรียน 6 ปี หกไต้หวันไม่มีสงกรานต์ ในขณะที่คนไทยเอนไซม์จะเสียสภาพแล้ว และสุดท้าย หมอศิริราชหน้าตาดีที่สุดในโลกโว้ย.......................
2007/6/16 Rebirthรื่นเริง.... ร่วมบันเทิงสนุกแสนสำราญ เบิกบาน.... สามัคคีผูกพันธ์
จิตใจ.... ไม่มีเสื่อมคลายรักมั่น ศิริราช.... สายสัมพันธ์มั่นคง **** ต่างคนเบิกบาน สราญหทัยแท้...... สายสัมพันธ์ไม่ลืม อิ่มเอมเปรมปรีดิ์ดีใจหทัยล้วน............. ชวนสนุกเฮฮา ถิ่นเรา.... ศิริราชอันเป็นนามเร้าใจ จากไป ....ใจเราลืมไม่ลง เนื้อเพลงข้างต้นคือ เนื้อเพลงศิริราชรื่นเริง
ฟังแล้วประทับใจมากๆ
เวลาที่ผ่านมาครึ่งเดือนในการเป็น
นักศึกษาของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
มีอะไรหลายๆอย่างเข้ามาในชีวิตของเรามากมาย
ช่วงเวลาที่ผ่านมาเรารู้สึกมีความสุขมากๆ
แม้ว่าในอดีตจะไม่ค่อยอยากเรียนหมอเท่าไรนัก
อ่านได้จากสเปซเก่าๆ
ถ้าเราไม่ตกรอบในวันนั้น
เราคงไม่มีโอกาสได้เปิดใจและสัมผัสกับ
ความเป็นศิริราชได้เลย
อย่างน้อยควรมซวยในวันนั้น
ก้อทำให้เราได้เจอสิ่งที่ดีๆในวันนี้
ความเป็นพี่-น้องในศิริราชน่าประทับใจมากๆ
พี่ๆดูแลรุ่นน้องอย่างดีแม้ว่า
ตัวเองเรียนก้อหนัก
นอกจากนี้สปิริตของเพื่อนๆพี่ๆก้อดีมั่กๆ
เอาเป็นว่าน่าประทับใจมากๆละกัน
แต่ไม่รู้จะบรรยายยังไง
เอาเป็นว่าเนื้อเพลงศิริราชรื่นเริงในข้างต้นอะ
ใช่เลย
เอาละมาพูดถึงชีวิตชิวๆของข้าพเจ้าบ้างดีก่า
ตั้งแต่เปิดเทอมมาก้อยังไม่ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
เช้าตื่นสายๆไปเรียน
เลิกบ่ายๆ
เย็นๆ พี่ๆพาไปเลี้ยง
ตกดึกนั่งเล่นไพ่
วนเวียนอย่างนี้ทุกวันๆ
สำหรับการเลี้ยงของพี่รหัส
วันที่ 4 มิถุนายน พี่โอเช่ SI 117 พาไปเลี้ยงที่ Auntie'o
วันที่ 5 มิถุนายน พี่โน้ต SI 114 (สายCo) พาไปร้นต้นกก
วันที่ 6 มิถุนายน พี่ปาล์ม SI 116 พาไปร้านนิวตะวัน
วันที่ 8 มิถุนายน ไปทำธงที่ศิริราช พี่โอเช่เลย พาไปกินข้างๆโรงพยาบาล (อันนี้ไม่เป็นทางการ)
วันที่ 11 มิถุนายน พี่ซี SI 115 พาไป Major ปิ่นเกล้าเลย ซเวนเซ่นเลยพี่ น้อง
และวันที่ 13 มิถุนา อันนี้เลี้ยงอย่างยิ่งใหญ่
วันนั้พอดีไปประชุมกรรมการรุ่นที่ศิริราช พี่เลยพาไปเลี้ยง
คือไปworldtrade แดก Shabushi
อร่อยมากๆ กินเสร็จแทบเดินไม่ไหว
พี่ป้อมกะพี่โอเช่ เก็บเนื้อได้เก่งมาก
ทำเอาโต๊ะหลังๆ รับมังสวิรัต กันเลยทีเดียว
จากนั้นไปร้องเกะต่อ
สรุปกลับถึงหอตีหนึ่งก่าๆ มันแสด
เออ.. ลืมบอก สายรหัสกรู คือ สายหน้าตาดี (พี่ปาล์มบอกและกรูconfirm)
สำหรับวันเกิดครบรอบ 18 ปี ในวันที่ 9 มิถุนา ที่ผ่านมา
พอดีไปทำธงโต้รุ่งที่ศิริราชตั้งแต่คืนวันที่ 8 ถึงเช้าวันที่ 9
พี่โอเช่เลย พาไปใส่บาตรที่วังหลัง
จากนั้นกรูก้อติดรถของคณะที่พาพวกพี่ๆ
ไปวางพวงมาลาวันอานันทมหิดลที่โงพยาบาลจุฬา
เพื่อไปคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ
เพื่อประชุมก่อนไปไต้หวันในเดือนสิงหานี้
จากกการโต้รุ่ง ทำให้กรูหลับๆตื่นๆระหว่างประชุม
แต่อย่างน้ยก้อภูมิใจโว้ย...
เพราะที่กูไปหลับในห้องนั้น
เป็นเพราะกรูไปแสดงสปิริตของชาวมหิดลมาเฟร่ย
จากนั้นก้อกลับบ้านนอนสลบไปเลย
ทำให้ปีนี้วันเกิดกรุผ่านไปเร็วมาก
อายุ 18 แล้ว
ทำใบขับขี่ได้
เข้าผับได้
และอื่นๆอีกมากมาย
เหอๆ
เออ ลืมบอก
ตอนนี้ข้าพเจ้าดำรงตำแหน่งเป็น
ประธานฝ่ายบันเทิงและการแสดง ของชั้นปีที่1
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลนะเฟร่ย
และชอตเด็ดของช่วงนี้คับพี่น้อง
เชื่อมั้ยว่า สมาทร สละทุนโอฯ
เขาให้ตอบรับแสดงความจำนงรับทุน
แต่เราสละสิทธิ์
เพราะอะไร
ก้อ
ชีวิตคนเราเกิดมา เพื่อหาความสุขไม่ใช่เหรอ
การเรียนวิชาที่ชอบก้อไม่ได้หมายความว่าจะมีความสุขนี่
เรารู้แต่อยู่ศิริราชตอนนี้ มีความสุขและอยากอยู่ต่อไป
อย่างที่บอกอะ
ถิ่นเรา.... ศิริราชอันเป็นนามเร้าใจ จากไป ....ใจเราลืมไม่ลง
แต่ยังไม่อยากจะจากไปตอนนี้
ยังไม่ทันรับน้องข้ามฟากเลย
ยังไม่ได้เป็นศิริราชเต็มตัวเลย
ยังไม่ได้ใช้คำว่านายแพทย์เลย
จะไปไหน
ทุนโอฯ มาผิดเวลาจริงๆ
ถ้ามาสักเดื่อนเมษาฯ
ตอนที่ยังไม่ได้
สัมผัสกับสังคมศิริราช
เราคงเอาไปแล้ว
แต่ก้อดีนะ
เราเชื่อว่าไม่ว่า
ศิริราชจะเรียนหนักแค่ไหน
แต่เราก้เชื่อว่า
สังคมศิริราชเนี่ยแหละ
จะทำให้เรามีความสุข
กับโอลิมปิก
แม้ว่าจะเคยอยากได้มากๆ
มุ่งมั่นมากๆ
และเสียใจมากๆ
แต่พอได้จิงๆกลับลำบากใจ
เพราะ เรารักความเป็นศิริราชซะแล้ว
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
สิ่งที่เราชอบที่สุด อาจไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เรามีความสุขที่สุด
และในความซวยสุดๆ ก้อแอบเป็นจุดเริ่มต้นของอะไรที่ดีที่สุดได้เช่นกัน 2007/5/31 Life and Beliefชีวิตของคนเรา
มันสั้นนัก
แต่ละช่วงชีวิตที่สั้นลงไปอีก
เรามีความคิดอ่านและความเชื่อที่ต่างกัน
คนเรา
สมัยอยู่อนุบาล จะเชื่อ พ่อ แม่
พ่อ แม่ พูดอะไรเราจะเชื่อไปโหม้ด
เช่น ห้ามรับของจากคนแปลกหน้า
ห้ามกินขนมหวาน
....
เป็นต้น
พอเราขึ้นประถม
คนที่เราเชื่อคือครู
ครูบอกว่าห้ามคุยในแถว
ใครคุยจะถูกตี
ก้อไม่มีใครกล้าคุย
เพราะกลัวโดนตี
พอขึ้นมัธยม
เราจะเชื่อเพื่อน
เพื่อนชวนไปไหน ไปหมด
ชวนทำไรทำหมด
ต่อมาเป็นนักศึกษาปริญญาตรี
อุดมการณ์พลุ่งพล่าน
ความเชื่อมั่นในตนเองสูง
คนที่เราจะเชื่อคือ ตัวเอง
หรืออีกกรณีนึงคือ แฟน
ช่วงนี้คือ แบบ self อะ
มีความเป็นตัวของตัวเอง
ทำตัวแนวๆ
แต่พอเจอคนถูกใจละก้อ
จะพยายามเปลี่ยนตัวเองเพื่อคนนั้น
ไรประมาณเนี้ย
พอทำปริญญาโท ปริญญาเอก
ช่วงทำวิทยานิพนธ์
ทำเท่าไรก็ไม่จบ
โดนตีกลับเรื่อยๆ
จนไม่รู้ทำไง
เลยใช้วิธีบนบานศาลกล่าว
ชีวิตช่วงนี้
เชื่อไสยศาสตร์อย่างจิงจังเลยพี่น้อง
หรือแบบเรียนโท แล้ว เอกก้อแล้ว
แฟนก้อไม่มีสักที
หาหมอดูแม่งกันทุกวัน
ถามว่าเมื่อไรจะมีเนื้อคู่เข้ามาในชีวิต
แล้วหลังจากนั้นคนเราเชื่ออะไรกันต่อละ
พวกเสี่ยๆ เขาเชื่อเมียน้อย เป็นที่ซู้ด
หมอ(บางคน กูย้ำนะว่าบางคน อย่ามาเหมากรูรวม) เชื่อนางพยาบาล
อาจารย์ขี้หลี จะเชื่อนักเรียน นักศึกษาสวยๆ (มีเยอะนะเฟร่ย)
พวกแม่ยก เขาหลงพระเอกลิเกงมงาย
แต่บอดี้แสลมกะพี่แอ้ด คาราบาว เขาเชื่อว่า "ชีวิตมันต้องเดินตามหาความฝัน!"
เหอๆ
2007/5/29 Style of Love Storyทุกคนคงเคยอ่านหรือดูพวก
นิยายรัก นิยายน้ำเน่าอะไรพวกนี้กันบ้าง
แล้วชอบพลอตเรื่องแบบไหนกันหละ
จากประสบการณ์ของผมจะเจออี-ลอปเดิมๆอยุ่ประมาณนี้
โดยเฉพาะของไทยกะเกาหลี+ไต้หวันจะวนอยู่ประมาณนี้สัก 80 %
ของไทยนะ
จะออกแนวตบ ตบ ตบ และตบส่วนใหญ่
หนังเรื่องไหนที่ตบเยอะ คนดูก้อจะเยอะ
ไม่เข้าใจว่าคนไทยชอบความรุนแรงหรือไง
ไอ้การตบเนี่ย น้ำเน่าของไทยจะออกแนว
มีตัวใสซื่อ โดนนางร้ายตบก้อจะทนไม่ตอบโต้
เช่น พจมานแห่งบ้านทรายทอง
หรือ แน่งน้อยแห่ง แรมพิศวาส
ไรประมาณนั้
ถ้าเป็นยุคโบราณนะนางเอกจะเป็นตัวใสซื่อเสมอ
เช่น เรื่องบ้านทรายทอง
คนดูชอบอกชอบใจมาก
ร้องไห้สงสารพจมานเป็นแถว
หลังๆ จะมีแนวนางเอกตบกลับบ้าง
แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยน
คือ
ตัวร้ายของหนังไทยส่วนมากเนี่ย
มันจะเหี้ยมากๆ เหี้ยอย่างไร้เหตุผล
เหี้ยแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย
ทำอะไรก้อเลวไปหมด ไม่เคยทำดีแม้แต่นิด
เลวทุกด้าน คาร์แรคเตอร์ของตัร้ายจะเป็นพวก
แรด ร่าน เลว วีน บลาๆๆ อีกมากมายที่มันเลวๆ ไม่มีส่วนดีเลย
คือ คนเขียนแต่งให้มันเลว
เพราะ มันอยากเลว
เช่น กลีบผกา ในแรมพิศวาส
หรือ ณัฐฐา ในเรื่อง มณีดิน
เลวอย่างเกินความเป็นคนเลยแหละ
เหตุผลที่คนจะเลวในหนังไทย
คือ แย่งสมบัติ แย่งคนรัก
มันจะเลวอย่างกร่างๆ
แบบในโลกนี้คงไม่มีใครกล้าทำแบบนี้
เช่น อยู่ๆ ก้อเดินไปตบเขา
เลวแบบไม่มีชาติตระกูลเลย!
อย่าง หญิงเล็กในบ้านทรายทองเนี่ย เกิดในบ้านผู้ดีเก่า
แต่แกเลวได้ไม่มีสภาพความเป็นผู้ดีเลย
ถ้าตัวร้ายไม่เลวสุดขั้วอย่างงี้มันไม่สะใจคนไทย
คนไทยชอบความรุนแรงแบบนี้
พวกตัวร้ายเนี่ยเวลาไปตลาด แม่ค้าตามด่าเลยประมาณนั้น
นางเอกหนังไทยนะ จะแสนดี
ทำอะไรก้อถูกไปหมด
ไม่เคยทำผิด
ไม่อิจฉาใครเลย
ดีซะจนจะอ้วก
หาความพอดีไม่ได้เลย
มาดูของเกาหลี+ไต้หวันกันบ้าง
อันนี้จะออกแนวอี-ลอปนี้
นางเอกเนี่ยจะสวยแบบบ้านๆ
ถ้าตัวร้ายนะ จะสวย เริ่ด เชิด หยิ่ง มีชาติตระกูล
พระเอกจะหล่อเนี้ยบ มีชาติตระกูล
และมีเพื่อนที่แสนดีอยู่คนนึง
เรื่องจะเป็นประมาณว่า
พระเอกมีคู่หมั้นอยู่แร้วเป็นตัวร้าย
แล้วมาเจอนางเอกก้อรักแรกพบ
นางร้ายก้อจะคอยรังควาน นางเอก
แต่ไม่ถึงขั้นตบแหลกแบบหนังไทย
เขารังควานอย่างมีชาติตระกูล
เพื่อนพระเอกก้อจะแบบแอบชอบนางเอกอยู่ด้วย
แต่เป็นคนที่แสนดีมากๆ
ช่วยเหลือพระเอก นางเอกตลอด
จนดีเกินไปที่นางเอกจะรัก
และจะมีตัวตลกอยู่สองตัว ชายตัวหญิงตัว
ตอนหลังตัวตลกสองตัวนี้ก้อรักกัน
แต่บางเรื่องก้อไม่มีตัวร้าย
เป็นแนวรักหวานซึ้ง
ตามจีบอย่างเดียว
แล้วก้อมีอุปสรรคโน่นๆนี่ๆมาขวางกั้น
ตัวร้ายของเกาหลีกะไทยต่างกันคือ
ตัวร้ายขอเกาหลีเขาทำดีได้ แต่ตัวร้ายของไทยทำดีไม่เป็น
เช่น ในเรื่อง จูมง ที่องค์ชายแดโซ ช่วยชีวิตจูมงไว้
หรือ องค์หญิงวูยง ในเรื่องซอดองโย
แม้จะพยายามขวางกั้น อาชางกะองค์หญิงซันวา
แต่เขาก้อทำดีให้เห็นหลายๆครั้ง
อย่างหนังไทยนะ
เช่นเรื่องพระเจ้าตากสินมหาราชฝ่ายตรงข้ามกับพระเจ้าตากสินนะ
คนสร้างเนี่ย สร้างให้เลวไม่มีชิ้นดีเลย
แย่จิงๆ
ถ้าเขาเก่งกล้าขนาดตีรวมหัวเมืองตั้งตัวเป็นใหญ่
เราต้องยอมรับว่าเขาเก่งในระดับหนึ่ง
แล้วต้องมีดีอะไรมั่งสิ ถึงทำได้
แต่เราสร้างซะเขา นะ
ฝีมืออ่อน ขี้ขลาด ขี้โกง สารพัด สารเพเลย
มันไม่แฟร์กะเขาเลยนะ
แค่เขาแพ้พระเจ้าตาก
ทำไมไปเขียนบทให้เขาเลวขนาดนั้น
หรือเรื่องกษัตริยาเนี่ย
ถ้าพม่าได้ดูนะ ต้องตัดสัมพันธ์ทางการฑ฿ตกับไทย
แน่เลย
สร้างซะเขา เลวไม่มีทื่ดีเลยจิงๆ
อยู่ๆให้สนมบุเรงนองตบกัน
คิดได้ไงฟระ
ชาววังมาตบกันอย่างกะแม่ค้า
กลับมาถึงเรื่องหนังเกาหลีกันต่อ
หนังเกาหลีเนี่ยจะมีตอนจบหลักๆ 2 แบบ
คือแบบบัดซบ กะแบบหวานซึ้ง
แบบบัดซบ เช่น
ถ้าพระเอก ไม่ตาย นางเอกก้อตาย
ไม่งั้นก้อมีคนติดคุก
หรือไปเมืองนอก
เช่น เรื่อง Silence หรือที่คนไทยเรียก
ปาฏิหารย์รักจากดวงดาวอะ
จิงๆแล้ว ถ้าเป็นผมแปลนะ
ผมจะชื่อเรื่องแปลตรงตัวกับคำว่า Silence เลย
จะแปลว่า "รักแท้ของอีใบ้"
แบบหวานซึ้ง เช่น
เรื่อง my sassy girl ตอนจบกินใจชะมัด
ซอดองโยเงี้ย
แต่ซอดองโยจบแบบกึ่งซึ้งกึ่งบัดซบ
พูดไม่ถูกเหมือนกัน
อีกข้อนึงคือ หนังเกาหลีเนี่ย
ผู้ชายมักชอบร้องไห้
พระเอกเนี่ย ต่อมน้ำตาตื้นชะมัด
พูดถึงพระเอกของหนังเกาหลี
บางเรื่องก้อจะหล่อแบบบ้านๆนะ แบบจนๆด้วย
ถ้าเป็นอย่างงี้
คนที่หล่อและรวยจะเป็น
เพื่อนพระเอก ไม่ก้อตัวร้าย จิงๆนะ
มาดูนิยายรักของฝรั่งกันมั่ง
จะบอกว่าโคตรน่าอ้วกเลย
เช่น Titanic เนี่ย
แม่งเลี่ยนชิป
Romeo-Juliet
ก้อนะ รักกัน จนตายตาม
เพราะตระกูลทั้งสองเป็นอริกันเลย
กลายเป็นโศกนาฏกรรมความรัก
เห้อ...
คนไทยก้อเอามาเลียนแบบนะใน case นี้
ตระกูลทั้งสองเป็นอริกัน
แล้วพระเอกกะนางเอกรักกัน
ภายใต้การกีดกันของผู้ใหญ่
แต่ก้อไม่พ้นแนวตบอยู่ดี ถ้าคนไทยสร้างอะนะ
อีกเรื่องนึง เรื่องนี้ น่าอ้วกมากขอบอก
เรื่อง Barbara Allen (Child#84)
เป็นBallad ที่มีชื่อเสียงอันหนึ่ง
(Ballad) คือ นิยายกลอนที่เอามาร้องเป็นเพลง
เรื่องมันมีอยู่ว่า
พระเอกตรอมใจตายเพราะ นางเอกปฏิเสธรัก
พอนางเอกรู้ก้อรู้สึกผิด เลยตรอมใจตายเหมือนกัน
เขาเลยฝังศพทั้งคู่ไว้ใกล้ๆกัน
เวลาผ่านไปมีกุหลาบงอกออกมา
จากหลุมศพพระเอก
ส่วนหลุมศพนางเอก
ก้อมีเถาวัลย์งอกมา
เลื้อยพันรอบกุหลาบ
เป็นปมแห่งรัก
แหวะ กูพิมพ์แล้วจะอ้วก
ที่วิจารณ์มาเนี่ยไม่ใช่ไรหรอก
กวีที่แต่งเรื่องต่างๆออกมาเนี่ย
ผมว่าไม่ควรแต่งเอาควาสะใจอย่างเดียว
อย่างที่คนไทยส่วนใหญ่ทำ
บางทีมันเว่อร์ไป
ไม่มีใครดี 100% หรือ เลว 100% หรอก
ในโลกนี้
ไอ้ละครที่เขียนมาโดยไม่ใช้ความคิด
ไม่ได้คำนึงถึงจุดนี้
ผมว่ามันทำให้คนไทยคิดไม่เป็น
คิดอะไรไม่มีเหตุผลเอาซะเลย
อยุ่ๆคนจะเลวก้อเลวอะไรอย่างงี้
อย่างที่พวกนักเรียนหญิงของประเทศเรา
ตบกันตามข่าวหนังสือพิมพ์
เขาไม่ได้เลียนแบบมาจาก
ละครพวกนี้เหรอ
ช่วงสองทุ่มครึ่ง ถึง สี่ทุ่มเนี่ย
เยาวชนดูทีวีเยอะ
ถ้าเรามัวแต่เอาละครที่ไม่มีความคิด
ไม่มีตรรกะ
ไม่มีเหตุผลมาฉายเนี่ย
มันบั่นทอนเยาวชนมากๆเลยผมว่านะ
น่าจะหารายการที่ดีกว่านี้มาฉายซะ
เคยได้ยินข่าวนักเรียนฝรั่ง
นักเรียนเกาหลีตบกันมะ
นักเรียนเกาหลีเขามีแต่เอาปืนมายิงกันเลย
+555555
|
|
|||
|
|